watpabankor.com
พฤษภาคม 19, 2013, 03:00:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ขอต้อนรับสู่เว็บบอร์ดวัดป่าบ้านค้อ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กาลามสูตร (พิมพ์เสร็จแล้วค่ะ)  (อ่าน 9496 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« เมื่อ: กันยายน 27, 2008, 09:20:10 AM »

 
กาลามสูตร

    ธรรมหมวดนี้ชื่อว่า  กาลามสูตร ๑๐ ข้อ  พวกเราที่เป็นพุทธบริษัทที่มีความฝักใฝ่ในธรรม  ต้องการความรู้จริงเห็นจริงในสัจจธรรมทั้งหลาย  เราต้องอ่านหนังสือเรื่องกาลมาสูตรนี้หลายๆครั้ง  แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเองว่า  ในใจเรามีความเห็นผิด มีความเชื่อผิดในสิ่งใดบ้าง  เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงในความเห็นของใจ  ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

  หลวงพ่อทูล
   


 
คำปรารภ

    หนังสือ กาลามสูตร  ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้  ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้  ในสมัยที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่  ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดกลุ่มกาลามชน  เพราะชนกลุ่มกาลามชนม์นี้มีความเชื่อถือไปตามความเข้าใจของตนเอง  พากันเชื่อโดยไม่มีเหตุผลมารองรับในความผิดถูกเอาไว้  พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จไปโปรดเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เปลี่ยนความเชื่อถือให้เป็นไปในเหตุผลที่ถูกต้อง  นี้เป็นสาเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องกาลามสูตรนี้เอาไว้  เพราะทุกยุคทุกสมัย  ความเข้าใจในหมู่มนุษย์ย่อมมีความเชื่อตามความเห็นของตัวเอง  ความเชื่อนี้จะมีอยู่ในหมู่มนุษย์ตลอดไป  ในเหตุการณ์เรื่องความเชื่อนี้เอง  พระพุทธเจ้าจึงให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ศึกษา  เฉพาะความเชื่อถือในทางพระพุทธศาสนา  ในครั้งพุทธกาลก็ยังมีคนเชื่อถือในลักษณะนี้อยู่แล้ว  แม้ชาวพุทธในปัจจุบันก็มีความเชื่อในลักษณะนี้  จะพากันเชื่อในทางที่ผิดหรือเชื่อในทางที่ถูกต้อง  พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องกาลามสูตรเอาไว้  ข้าพเจ้าเพียงได้ขยายความออกไปเพื่อให้ผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจไก้ง่ายขึ้น  และชี้แนะในเรื่องความเชื่อที่ผิดๆให้เกิดความชัดเจน ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในหนังสือเล่มนี้

 
ลายเซ็น
(พระอาจารย์ทูล  ขิปฺปปญฺโญ)

สารบัญ

กาลามสูตร  ๑๐  ข้อ
๑.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ได้ฟังตามๆกันมา
๒.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  เป็นของเก่าที่เคยทำสืบต่อๆกันมา
๓.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  กิตติศัพท์อันเป็นข่าวลือ
๔.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์
๕.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ตรรก คิดคำนวณด้วยการสุ่มเดาเอา
๖.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  คาดคะเนไปตามเหตุผลของปรัชญาเพียงอย่างเดียว
๗.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ตรึกตามอาการ
๘.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ชอบใจที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของเรา
๙.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ผู้พูดเป็นที่น่าเชื่อถือได้
๑๐. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  สมณะนั้นเคยเป็นครูของเรา
อภินิหาร มี ๓ อย่าง



 
<<<กาลามสูตร>>>

    หนังสือกาลามสูตรนี้  เป็นพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วอย่างชัดเจน  พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณหยั่งรู้เห็นว่า  ในช่วงปลายพระพุทธศาสนา  จะมีพุทธบริษัทในยุคนั้นทำการแก้ไขเพิ่มเติม  พระธรรมคำสอนของเราจะเกิดความวิบัติ  การตีความในพระธรรมวินัยจะไม่ตรงตามหลักความเป็นจริง  ถึงจะมีคำอ้างอิงอยู่ว่า นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ก็ตาม  นั้นเป็นความอ้างเพื่อให้คนทั้งหลายเข้าใจผิด คิดว่าเป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง  ถึงจะมีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่  แต่ผู้ตีความในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะแทรกแซงความเห็นส่วนตัวแฝงเข้าไปมากมายทีเดียว  แล้วนำไปเผยแพร่แก่กลุ่มชาวพุทธด้วยกันเป็นอย่างมาก    ในยุคสมัยนี้  ถึงจะมีอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอยู่  ก็มีจำนวนน้อย  จะเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องออกไปเผยแผ่ในที่ต่างๆ  เพื่อให้พุทธบริษัททั้งหลายได้รับข้อมูลในหมวดธรรมที่เป็นจริง  ก็ไม่ทั่วถึงชาวพุทธทั้งหลายได้  เพราะพุทธส่วนใหญ่  ยังเชื่อถือฝังใจในคำสั่งสอนของครูอาจารย์ตัวเองว่าถูกต้องแล้ว  ถ้าครูอาจารย์สอนถูกก็โชคดีไป  ถ้าครูอาจารย์สอนผิด เราก็ผิดเช่นกัน
    อยากให้ชาวพุทธทั้งหลายได้อ่านประวัติผู้ที่ได้บรรลุธรรมสมัยครั้งพุทธกาลดูบ้าง  ในสมัยครั้งนั้นมีผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าเป็นจำนวนมาก  การปฏิบัติใช้เวลาไม่นานนัก  ก็เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในหลักสัจธรรมได้  ในยุคนั้นยังไม่มีหนังสือธรรมะอ่าน  การศึกษาธรรมก็เพียงจำเอาจากการฟังธรรมได้เป็นบางข้อ  แล้วนำมาปฏิบัติจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า  ฉะนั้นขอให้พวกเราได้สังเกตดูผู้ปฏิบัติธรรมในยุคนี้บ้าง  จะรู้ความแตกต่างกับสมัยครั้งพุทธกาลเป็นอย่างมากทีเดียว  ในยุคสมัยครั้งพุทธกาล  ท่านเหล่านั้นรู้ธรรมเป็นธรรมด้วยสติปัญญาของตัวเอง  ไม่ได้คิดว่าปฏิบัติอย่างนี้ผิดหรือถูกแต่อย่างใด  เมื่อมีผู้ให้อุบายในการปฏิบัติ  ก็ตั้งใจปฏิบัติในธรรมตามวิธีนั้นต่อเนื่องกันไป  จึงเป็นผู้รู้ธรรมเป็นธรรมได้ง่าย  อีกเรื่องหนึ่ง  ท่านเหล่านั้นได้ฟังธรรมจากองค์ไหนมา  ก็ไม่ได้นำมาเถียงกันว่าผิดหรือถูก  เพราะหมวดธรรมที่ฟังมาจากหลายๆองค์เป็นเรื่องเดียวกัน  มีการเริ่มต้นจาก สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบตามหลักความเป็นจริงในสัจธรรมเหมือนกันนี้เอง  จึงทำให้คนยุคนั้นปฏิบัติบรรลุธรรมได้ง่าย  ไม่มีความลังเลสงสัยในหมวดธรรม  มีแต่ตั้งใจพิจารณาให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงด้วยสติปัญญาของแต่ละท่านเท่านั้น
    เหตุดังนี้เอง  พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเป็นหมวดธรรมเอาไว้  หมวดธรรมนี้มีต้นเหตุเกิดขึ้นจากชาวกามลามชน  คนกลุ่มนี้มีความเชื่อที่ขาดเหตุผล ที่เรียกว่าศรัทธาวิปยุต  เชื่อในสิ่งใดไม่ได้คิดพิจารณาหาเหตุผล  จึงกลายเป็นคนเชื่องมงายไปโดยไม่รู้ตัว  ไม่ได้คิดว่าความเชื่ออย่างนี้มีความผิดหรือถูก  นี้เอง พระพุทธองค์ได้ตรัสเป็นพุทธพจน์  เพื่อเป็นอุบายสอนพุทธบริษัทในสมัยครั้งพุทธกาล  ทำให้คนในยุคนั้นเปลี่ยนนิสัยเดิม  ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ  มีความเห็นที่ผิด  มาเปลี่ยนเป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ  เมื่อท่านเหล่านั้นได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว  ใช้ปัญญาพิจารณาจนเข้าใจในเหตุและผลจนรู้เห็น  ว่าอะไรผิดอะไรถูก  สิ่งที่ควรเชื่อ สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ  ท่านเหล่านั้นจึงได้กลับใจ  ไม่เอาตามความเห็นผิดความเชื่อถือผิดอีกต่อไป  มีความตั้งใจหาอุบายมาปฏิบัติธรรมให้ต่อเนื่อง  ท่านเหล่านั้นก็ได้บรรลุธรรม เป็นพระอริยเจ้าในชั่วเวลาไม่นานนัก  ขอให้พวกเราควรเอาอย่างตามท่านเหล่านั้นบ้าง

    ธรรมหมวดนี้ชื่อว่า  กาลามสูตร  มี ๑๐ ข้อด้วยกัน  ฉะนั้นพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทที่มีความฝักใฝ่ในธรรม  ต้องการความรู้จริงเห็นจริงในสัจธรรมทั้งหลาย  เราต้องอ่านหนังสือเรื่องกาลามสูตรนี้หลายๆครั้ง  แล้วน้อมเข้ามาหาตัวเราเองว่า  ในใจเรามีความเห็นผิด  มีความเชื่อผิดในสิ่งใดบ้าง  เพื่อที่จะปรับปรุงในความเห็นของใจให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  เราจะฝึกใจไม่ให้เกิดความเชื่อที่งมงายอีกต่อไป  ในหนังสือกาลามสูตรตามหลักตำราเดิม  นักปราชญ์ยุคก่อนท่านได้อธิบายไว้ไม่มากนัก  จึงยากที่จะเข้าใจพอจะนำมาเป็นอุบายในการปฏิบัติตามได้  ข้าพเจ้าจึงได้ขยายข้อความออกไปเพื่อให้ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจในความหมายได้ง่ายขึ้น  เพื่อให้เกิดความเชื่อถือในสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง
    ก่อนท่านจะได้อ่านเรื่องกาลามสูตร  ข้าพเจ้าขอทำความเข้าใจกับท่านเอาไว้ว่า  ในยุคสมัยนี้  มีชาวพุทธเป็นจำนวนมาก  ที่ตีความหายในคำสอนของพระพุทธเจ้ายังไม่ชัดเจน  ถึงจะมีความเชื่อในพระพุทธเจ้า  มีความเชื่อในพระธรรม และมีความเชื่อในหมู่พระสงฆ์อยู่ก็ตาม  ส่วนมากจะเอาศรัทธาความเชื่อเป็นหลักยึดมั่นเท่านั้น  โดยไม่ได้ใช้สติปัญญาพิจารณาให้เข้าใจในเหตุผล  เช่นประวัติของพระพุทธเจ้า  พวกเราควรจะได้ศึกษาในขั้นตอนของพระองค์ดูบ้าง  ในช่วงที่พระองค์เป็นสิทธัตถะราชกุมาร  และได้เสด็จออกผนวช  ในช่วงนั้นพระองค์ได้ปฏิบัติธรรมอยู่กับดาบสทั้งสอง  ในเรื่องการทำสมาธิที่พระองค์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางที่จะบรรลุธรรมได้  จึงได้ลาดาบสทั้งสองหนีไป  ในช่วงที่พระองค์ได้ปฏิบัติบำเพ็ญทุกขกิริยาที่ดงคะสิริ และช่วงที่พระองค์ทรงรับข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา
    ในช่วงที่พระองค์ทรงลอยถาดทองคำนี้  จึงเป็นช่วงที่สำคัญยิ่ง  ขอให้ท่านผู้อ่านจงทำความเข้าใจให้ดี  พิจารณาตามเหตุผลที่ข้าพเจ้าได้อธิบายพอสังเขปเอาไว้  หากท่านมีความสงสัยในจุดใดที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไป  ท่านจะถามเพิ่มเติมข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะให้ความกระจ่าง เพื่อให้ท่านได้เข้าใจในเหตุผลชัดเจนมากขึ้น  ในช่วงนี้พระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์  ยังเป็นพระปุถุชน  ในสมมุติเรียกว่า พระสิทธัตถะภิกขุ  ยังไม่ได้บรรลุธรรมตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด  ในช่วงที่สำคัญนี้  หมายถึงพระองค์จะเกิดความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ  สัมมาสังกัปโป การดำริพิจารณาในทางปัญญาที่ถูกต้อง  ให้เราตั้งใจอ่านให้ดี  เพราะเป็นครั้งแรกที่พระองค์ได้ใช้ปัญญา  พระองค์ผนวชมานานถึงห้าปีกว่า  พระองค์ไม่เคยได้คิดพิจารณาทางปัญญาเลย  ในช่วงลอยถาดทองคำ  จุงเป็นจุดเริ่มต้นที่พระองค์จะทรงใช้ปัญญา  เพราะได้อุบายในการคิดจากถาดทองคำนั้นเอง
    ก่อนที่พระองค์จะทรงปล่อยถาดทองคำออกจากพระหัตถ์  พระองค์ได้อธิษฐานว่า  ถ้าข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาตินี้จริง  ขอให้ถาดทองคำลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป
  พอทรงอธิษฐานเสร็จก็วางพระหัตถ์  ถาดทองคำก็ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปในขณะนั้นทันที  ในช่วงนี้เอง  พระองค์ก็ได้ทรงดำริพิจารณาในถาดทองคำ  เพื่อเป็นอุบายในการใช้ปัญญาเป็นครั้งแรก  พระองค์จึงโอปนยิโก  ทรงน้อมเอาถาดทองคำที่ลอยทวนกระแสน้ำนั้น  มาเป็นอุบายในการคิดพิจารณาว่า  ถ้าถาดทองคำลอยทวนกระแสน้ำจะทำให้ถึงฝั่งถึงต้นทางแม่น้ำนี้อย่างแน่นอน  ถ้าถาดทองคำลอยไปตามกระแสน้ำ  ถาดทองคำจะไปตกอยู่ที่ตรงไหน  จึงได้เข้าใจว่า  ถาดทองคำนี้จะต้องไหลลงสู่มหาสมุทรสุดสาคร  วนเวียนไปมาในมหาสมุทรหาที่สิ้นสุดไม่ได้เลย  แล้วทรงน้อมเอาถาดทองคำเข้ามาเทียบกับใจว่า  ถ้าฝึกใจให้ลอยทวนกระแส แห่งความอยาก คือตัณหานี้ได้  จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน  ถ้าใจลอยไปตามกระแสแห่งความอยากคือตัณหาเมื่อใด  ใจก็จะได้มาเกิดในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดได้  พระองค์จึงได้หวนคิดถึงเมื่อครั้งที่พระองค์เป็นฆราวาส  ที่ได้ทอดพระเนตรเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ว่า มาจากความเกิด  พระองค์ทรงพิจารณาต่อไปว่า  ความเกิดเนื่องจากเหตุอันใด  พระองค์ไม่ทรงทราบว่ามีสิ่งใดทำให้คนมาเกิดในโลกนี้  แต่บัดนี้พระองค์ได้ทรงทราบแล้วว่า  ความเกิดมาจากเหตุคือตัณหา  ถ้าดับตัณหาได้แล้วความเกิดเป็นภพชาติต่างๆก็ไม่มี  ถ้าความเกิดไม่มี  ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะมีมาจากที่ไหน  ความเห็นความเข้าใจอย่างนี้นี่เอง  จึงเรียกว่าปัญญาของพระองค์ได้เกิดขึ้นแล้ว  ที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ  ปัญญาความเห็นชอบ  สัมมาสังกัปโป  การดำริพิจารณามีความถูกต้องตามหลักสัจธรรม  ที่เรียกว่ารู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริง

    ผู้อ่านทั้งหลาย  ในลักษณะอย่างนี้นี่เอง  จึงเรียกว่าปัญญาได้เกิดขึ้นในพระองค์แล้ว  เป็นปัญญาที่รอบรู้ในสัจธรรมนานาประการ  ปัญญาญาณของพระองค์รู้เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงนี้  ญาณทัสสนะได้เกิดขึ้น แล้วรู้ชัดว่านี้เป็นแนวทางที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน  พระองค์จึงได้ประกาศขึ้นภายในใจว่าอุบายวิธีปฏิบัติที่จะครัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น  เราได้รู้แล้วเห็นแล้วด้วยตนเอง  ไม่มีใครๆเป็นครูอาจารย์ให้แก่เราแต่อย่างใด  ในช่วงนี้พระองค์ทรงมีปัญญาหยั่งรู้สัจธรรมอย่างอื่นอีกเป็นจำนวนมาก  ถ้าข้าพเจ้านำมาอธิบายให้หมดสิ้น จะเป็นหนังสือเล่มใหญ่เกินไป  เพื่อให้ท่านได้ศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้าพอสังเขปเอาไว้  มีหลายช่วงที่เราจะได้รู้ในหนังสือเล่มนี้ซึ่งมีชื่อว่าหนังสือกาลามสูตร เราก็จะได้อ่านในตอนต่อไป  เราจะได้รู้ได้เข้าใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  เราจะได้รู้วิธีการของพระองค์ว่าพระองค์ตรัสรู้ในลักษณะใด  ในความเพียรของพระองค์ที่มีความสมบูรณ์แล้วด้วย สติ สมาธิ ปัญญา  ทำให้กิเลสตัณหาอาสาวะน้อยใหญ่ได้คลายออกจากใจของพระองค์ได้แล้ว  พระองค์จึงได้ข้ามแม่น้ำเนรัญชรามาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อตรัสรู้  ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ในครั้งนี้  พระองค์ได้รับหญ้าคาแปดกำมือ จากโสตถิยพราหมณ์ไปปูลาดเพื่อประทับนั่งใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์  ในขณะนี้นี่เอง  อาสาวักขยญาณได้เกิดขึ้น  พระองค์รู้ว่าอาสาวะจะสิ้นไปในขณะนี้  พระองค์จึงทรงอธิษฐานว่า  ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในที่แห่งนี้  ข้าพเจ้าจะไม่ลุกหนีจากที่แห่งนี้อย่างเด็ดขาด  แม้เนื้อหนังอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายจะเหี่ยวแห้งผุพังไปก็ตามที  ข้าพเจ้าจะนั่งอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่  ให้เราสังเกตให้ดีในจุดนี้  มีหลายคนได้ถกเถียงกันอยู่เสมอว่า  พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยคำอธิษฐาน  ข้าพเจ้าขอตัดสินในเรื่องนี้ได้เลยว่า  พระองค์ไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยคำอธิษฐานแต่อย่างใด  ในขณะนั้นอาสาวกขยญาณได้เกิดขึ้นกับพระองค์แล้ว  พระองค์ก็ทรงทราบว่าอาสาวะจะสิ้นไปอยู่แล้ว  ในช่วงนั้น พระองค์จะทรงอธิษฐานหรือไม่ทรงอธิษฐาน ก็ไม่มีความสำคัญอะไร  หรือพระองค์จะอยู่ในอิริยาบทใดๆก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่แล้วในขณะนั้น  ให้เราพิจารณาในเหตุผลว่า  พระองค์เคยประทับนั่งหลายแห่งหลายที่ที่ผ่านมา  ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงอธิษฐานอย่างนี้เฃ่า  ให้พวกเราพิจารณาให้ดี

    อาสาวักขยญาณจะเกิดขึ้นแก่บุคคล ๓ จำพวก  ๑.  ผู้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า    ๒.  ผู้จะตรัสรู้เป็นปัจเจกพุทธเจ้า    ๓.  ผู้จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก  อาสาวักขยญาณจะไม่เกิดขึ้นกับผู้บรรลุธรรมขั้นพระอนาคามี  ขั้นพระสกิทาคามี  ขั้นพระโสดาบันแต่อย่างใด  หรือแม้แต่พระธาตุ  ที่เรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุ  หรือพระอรหันตธาตุก็ดี  ก็จะมีเฉพาะผู้สิ้นอาสาวะเท่านั้น  ได้แก่พระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอรหันตสาวก ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น  พระธาตุจะไม่มีในภูมิธรรมของพระอนาคามี  พระสกิทาคามี และพระโสดาบัน แต่อย่างใด 

    หากมีคำถามว่า  ผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าจะรู้ตัวหรือไม่  ตอบ  รู้ตัว  ๑๐๐ %  ใครบรรลุธรรมในขั้นไหน  ก็รู้ตัวว่าได้บรรลุธรรมในขั้นนั้นๆ  ในสมัยครั้งพุทธกาล  ถ้าใครได้บรรลุธรรมแล้ว  แม้พระพุทธเจ้าจะประทับนั่งในที่แห่งนั้นก็ตาม  ท่านเหล่านั้นจะไม่เล่าถวายให้พระพุทธเจ้าฟังแต่อย่างใด  เว้นเสียบางกรณี ที่พระพุทธเจ้าตรัสถามเท่านั้น  หากถามว่า ในยุคนี้  มีผู้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าหรือไม่  การบรรลุธรรมนั้นจะเหมือนกันกับสมัยครั้งพุทธกาลหรือไม่  ตอบ  ในยุคนี้ พระอริยเจ้ามีจริง  การที่ได้บรรลุธรรมแต่ละขั้นจะเหมือนกันกับในสมัยครั้งพุทธกาล ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

    ในอีกช่วงหนึ่งที่เราชาวพุทธได้มองข้ามไป  จะเป็นเพราะความไม่เข้าใจหรือการศึกษาไม่ถึงก็อาจจะเป็นได้  ทั้งที่มีเรื่องอยู่ในพุทธประวัติอย่างชัดเจน  เช่นตอนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว  พระองค์ได้นึกถึงบุญคุณของดาบสทั้งสอง คือ อุทกดาบสและอาฬารดาบส  ดาบสทั้งสองนี้เคยสอนในวิธีทำสมาธิ  ฝึกวิธีทำให้จิตมีความสงบ  ในครั้งสมัยที่พระองค์ยังบวชใหม่ๆนั้น  พระองค์ก็ทำสมาธิให้จิตมีความสงบได้ตามที่ดาบสสอนทุกประการ  แต่พระองค์ก็มานึกได้ว่า  การทำให้จิตมีความสงบเพียงอย่างเดียวนี้  ไม่ใช่แนวทางที่จะละ กิเลส ตัณหา อาสวะ เพื่อให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  พระองค์จึงได้ลาดาบสทั้งสองนั้นหลีกหนีไป เพื่อแสวงหาวิธีปฏิบัติในแบบใหม่  จนพระองค์ได้บรรลุธรรมเป็นพระโพธิญาณ  ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์  พระองค์จึงได้หวนนึกถึงบุญคุณของดาบสทั้งสอง  คิดจะไปแสดงธรรมโปรดแก่ดาบสทั้งสองนั้น  เมื่อพระองค์ส่งพระญาณดูแล้วก็รู้ว่า ดาบสทั้งสองนั้นได้มรณภาพไปแล้วก่อนพระองค์ได้ตรัสรู้ ๗ วัน  พระองค์ก็ได้ดำริว่า วิบัติแล้วๆ  ถ้าดาบสทั้งสองได้ฟังธรรมจากเรา  ดาบสทั้งสองก็จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้

    คำดำริของพระพุทธเจ้าอย่างนี้มีอยู่ในตำรา  ไม่ทราบว่าพวกเราได้อ่านกันหรือไม่  ทำไมพระองค์จึงได้ตรัสว่า  "ถ้าดาบสทั้งสองได้ฟังธรรมจากเรา ดาบสทั้งสองจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้"  คำนี้หมายถึงอย่างไร  ทำไมพระพุทธองค์จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้  นั้นหมายความว่า  ดาบสทั้งสองได้สร้างบารมีมามากแล้ว  บารมีของดาบสทั้งสองจึงมีความสมบูรณ์อย่างเต็มที่  แต่ดาบสทั้งสองได้ปฏิบัติผิดทาง  พากันไปทำสมาธิให้จิตมีความสงบโดยเปล่าประโยชน์  และหลงอยู่ในสมาธิความสงบนั้นจนถึงวันมรณภาพไป  โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ก็หมดไป  ขณะนี้ดาบสทั้งสองได้ไปอุบัติเกิดในชั้นอรูปพรหม มีอายุยาวนานมาก  เมื่อพุทธศาสดาพระศรีอริยเมตไตรยได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ดาบสทั้งสองที่เป็นอรูปพรหมก็ยังไม่ตื่นตัวแต่อย่างใด  ยังมีความสุขและหลงใหลอยู่ในอรูปพรหมต่อไปอีกยาวนานทีเดียว

    ที่พวกเราปฏิบัติกันสอนกันอยู่ทุกวันนี้ ว่า พากันทำสมาธิไปเถอะ  เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น  การสอนอย่างนี้เป็นการสอนที่ไม่มีในครั้งพุทธกาลแต่อย่างใด  ถ้าพระพุทธเจ้าทรงสอนในวิธีนี้จริง  จิตมีความสงบเกิดปัญญาขึ้นจริง  ท่านจะเอาพยานบุคคลมาอ้างอิงเป็นตัวอย่างได้หรือไม่  ข้าพเจ้าได้ศึกษามาพอตัวเช่นกัน  ไม่มีประวัติพระอริยเจ้าพระองค์ใดในครั้งพุทธกาลทำให้จิตสงบแล้วมีปัญญาเกิดขึ้นแต่อย่างใด  สอนกันไปแบบหลับตาโดยไม่ดูตำราของพระพุทธเจ้าเลย  ทำให้คนเข้าใจผิดมีความเห็นผิดต่อกันมายาวนาน  เขียนตำราหลอกกันมาแบบขาดเหตุผล  ท่านควรหวนกลับไปศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้า และประวัติของดาบสทั้งสองให้เข้าใจในเหตุผล  เพื่อหลายคนจะได้รู้เรื่องจริงต่อไป

    ขอยกตัวอย่างประวัติของพระพุทธองค์มาเป็นหลักฐาน  ให้พะวกเราเห็นภาพจริง  พร้อมด้วยเหตุผลพอเชื่อถือได้มาอธิบายให้ฟัง  ท่านจะรู้ได้ทันทีว่า  การทำให้จิตมีความสงบในสมาธิจะไม่ทำให้เกิดปัญญาขึ้นแต่อย่างใด  ยกตัวอย่าง  ขอนำเอาเรื่องประวัติของพระพุทธองค์มาเป็นแบบอย่าง  พระองค์ทรงสร้างบารมีในวิธี ปัญญาธิกะ  บารมีที่พระองค์ได้บำเพ็ญมามีความสมบูรณ์เช่นกัน  เมื่อพระองค์ออกผนวชแล้ว  ก็ได้ไปฝึกวิธีทำสมาธิอยู่กับดาบสทั้งสอง  พระองค์ก็ทำสมาธิมีจิตสงบถึงอรูปฌาณต่อกันนับครั้งไม่ถ้วน  คำว่าอรูปฌาณ  เป็นสมาธิความสงบละเอียดที่สุดแล้ว  ไม่มีสมาธิความสงบใดยิ่งกว่านี้อีก  พระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้มีปัญญาบารมีอย่างสมบูรณ์เต็มที่แล้ว  เมื่อพระองค์ทำสมาธิจิตลงสู่ความสงบอย่างเต็มที่แล้ว  ทำไมปัญญาของพระองค์จึงไม่เกิดขึ้นเล่า  พวกเราที่สอนกันอยู่ในขณะนี้  เป็นสมาธิความสงบแบบไหนกันแน่  หรือสมาธิความสงบของพวกท่าน  จะมีความสงบยิ่งกว่าพระพุทธองค์อย่างนั้นหรือ  ให้ท่านได้ศึกษาใหม่เถอะ  เพื่อไม่ให้เพี้ยนไปจากคำสอนของพระองค์  ผู้สอนในวิธีการทำสมาธิควรศึกษาให้ดี เพื่อความถูกต้องในการสอน

    อีกเรื่องหนึ่งอยากให้ผู้สอนในสมาธิได้ศึกษาดูบ้าง  นั้นคือเรื่องดาบสทั้งสองที่มรณภาพไปก่อนพระองค์ตรัสรู้ ๗ วัน  พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า  ถ้าดาบสทั้งสองได้ฟังธรรมจากเรา  ดาบสทั้งสองจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้  ประโยคนี้เราต้องศึกษาให้ดี  ทำไมพระพุทธองค์จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้  นี้หมายความว่าดาบสทั้งสองนั้นได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในอดีตชาติ  ในชาตินี้จึงได้พร้อมแล้วที่จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  แต่ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไม่ได้  ก็เพราะดาบสทั้งสองพากันปฏิบัติผิด  พากันไปทำสมาธิ หลงติดอยู่ในความสงบ  หลงติดอยู่ในอรูปฌาณ  บารมีที่บำเพ็ญมาอย่างสมบูรณ์แล้วก็ตาม ช่วยไม่ได้เลย  พากันทำสมาธิจิตมีความสงบอยู่อย่างนี้มายาวนาน  จิตมีความสงบเป็นสมาธิถึงที่สุดขนาดนั้น  ทำไมปัญญาจึงไม่เกิดขึ้นกับดาบสทั้งสองนั้นเล่า  เราต้องอ่านประวัติของพระองค์ให้เข้าใจบ้าง  พระองค์ได้พิจารณาแล้ว  การทำสมาธิความสงบอย่างนี้  จะไม่เป็นไปในมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด  เมื่อพระองค์ได้ทรงตำหนิว่า  การทำสมาธิเพียงอย่างเดียวนี้ ไม่ถูกทาง  เราก็ควรสำนึกได้แล้วว่าไม่ถูกจริง

    ที่ข้าพเจ้าได้ให้เหตุผลมาอย่างนี้  ต้องการให้ชาวพุทธเราได้เข้าใจในหลักเดิม  ที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้วเท่านั้น  เรื่องนี้มิใช่เรื่องใหม่ที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นเอง  ท่านผู้มีการศึกษาอยู่ก็คงรู้ในเรื่องนี้ดี  แต่ทำไมท่านจึงไม่นำมาสอนในหมู่พุทธบริษัทในยุคนี้  ให้ได้เข้าใจในวิธีทำสมาธิที่ถูกต้อง  ขณะนี้มีคนสอนในวิธีทำสมาธิกันมาก  ไม่กล้าจะทัดทาน ก็พากันสอนสมาธิไปตามกระแสอย่างนั้นหรือ  แต่ข้าพเจ้าก็มีความภูมิใจนิดหนึ่ง  ที่ทุกวันนี้มีบุคคลต่างๆพูดในเรื่องปัญญากันอยู่บ้าง  ในรายการทางธรรมะก็พูดเรื่องปัญญาอยู่พอสมควร  ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบในเรื่องนี้  หากมีผู้ที่สงสัยในเรื่องที่เขียนไปนี้  ให้ท่านได้มาไต่ถามกับตัวข้าพเจ้าโดยตรง  อย่าไปพูดลับหลัง

    ในยุคสมัยนี้  มีผู้เขียนตำราหรือคัมภีร์ออกสู่ตลาดมากมาย  มีทั้งพระและฆราวาสเป็นผู้เขียน  เหมือนกันเป็นบางจุดบ้าง  ไม่เหมือนกันบ้าง  ดูแล้วเป็นความเห็นของผู้เขียน  มีธรรมะของพระพุทธเจ้านิดหนึ่ง  แล้วมาสอดแทรกความเห็นของตนเพิ่มเข้าไป  จึงทำให้ผู้อ่านหนังสือธรรมะในยุคนี้ มีความสับสนพอสมควร  หนังสือบางเล่มก็เขียนขึ้นมาเฉพาะตัว  ในบางแห่งก็ตั้งเป็นสำนักสอนกันอย่างเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว  แต่ละสำนักก็ประกาศออกมาอย่างเต็มตัวว่า  หลักการในวิธีปฏิบัติของตัวถูกต้องที่สุด  เป็นทางลัดทางตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง  สานุศิษย์ผู้มีเจตนาดีต่อการปฏิบัติแต่ขาดการศึกษา  เพียงอาศัยความเชื่อจากครูอาจารย์ของตัวเองอย่างฝังใจ  อาจารย์สั่งว่าให้ปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติไปอย่างนั้น  ลูกศิษย์ก็เกิดความเชื่อมั่นในครูอาจารย์ว่า  ท่านได้อบรมสั่งสอนในวิธีปฏิบัติอย่างนี้ถูกต้องแล้ว  แต่ความถูกต้องแต่ละสำนักจะไม่เหมือนกัน  ดังที่พวกเราได้เห็นอยู่ในขณะนี้  นี่ก็เป็นเรื่องของความเชื่อ  ถ้ามีความเชื่ออย่างถูกต้องก็เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง  ก็ถือว่าลูกศิษย์เหล่านั้นมีความโชคดีไป  ถ้าเชื่อในวิธีที่สอนผิดๆตามครูอาจารย์  ก็ถือว่าเป็นเคราะห์ร้ายไป  ช่วยกันไม่ได้

   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2008, 06:18:46 PM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2008, 09:59:55 AM »

การศึกษาธรรมในสมัยครั้งพุทธกาล  ที่พระพุทธเจ้าได้วางให้เป็นหลักฐานไว้ดีแล้ว  ถือว่ามีความสมบูรณ์ชัดเจนเป็นอย่างมากทีเดียว  ที่เกิดมีปัญหาก็เพราะผู้ศึกษาธรรมตีความแตกต่างกัน  จึงเกิดเป็นความเข้าใจไปไม่เหมือนกัน  การสอนธรนรมะปฏิบัติไม่เหมือนกันก็เพราะเหตุอย่างนี้  เหตุอย่างนี้นี่เองจึงทำให้ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือเรื่อง กาลามสูตร  เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้อ่านในเรื่องของความเชื่อ  หนังสือเรื่องกาลามสูตรนี้  เป็นพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้  เพราะในสมัยครั้งพุทธกาล  ก็มีความเชื่อของคนในยุคนั้น  พากันมีความเชื่อในเรื่องนั้นเรื่องนี้มีความแตกต่างกันไป  ใครเชื่ออย่างไรก็มีความเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นถูก  ความเชื่อนี้จะมีอยู่เป็นคู่ของมนุษย์เรามาในทุกยุคทุกสมัย  เรียกว่าเชื่อไปตามความเห็นและความเข้าใจของตัวเอง  ตราบใดในโลกนี้ยังมีมนุษย์อยู่  ในตราบนั้นความเชื่อก็ต้องมีอยู่เป็นคู่กับมนุษย์ตลอดกาล  ในยุคที่พระพุทธเจ้าได้อุบัติเกิดขึ้นในโลก  พระองค์ก็มีอุบายวิธีที่จะเปลี่ยนความเชื่อที่ผิดๆให้เกิดเป็นความเชื่อที่ถูกได้  แต่ก็แก้ได้ในบางคนบางกลุ่มเท่านั้น  ต่อจากนี้ไปเราจะได้อ่านเรื่องกาลามสูตร  ดังต่อไปนี้


เรื่องกาลามสูตร ๑๐ ข้อ


     ๑.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ได้ฟังตามๆกันมา

    การฟังตามๆกันมานั้น ที่เรียกว่าข่าวลือ  เป็นไปได้ทั้งเรื่องผิดและเรื่องถูก  เป็นเรื่องจริงและเรื่องไม่จริง  เป็นเรื่องที่พูดต่อๆกันมา  เป็นเรื่องในทางโลกบ้าง  เป็นเรื่องในทางธรรมบ้าง  ถ้าผู้พูดมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม  ผู้ฟังก็จะเชื่อในทางถูกต้องชอบธรรม  ถ้าผู้พูดมีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด  เราก็จะได้รับฟังและเชื่อไปในทางที่ผิดๆเช่นกัน  เหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงให้สติแก่พวกเราว่า  อย่าเพิ่งเชื่อเพียงสักว่าฟังตามๆกันมา  ให้เอาเรื่องที่ได้รับฟังมานั้นเป็นข้อคิด  เมื่อได้ฟังมาในเรื่องใด  อย่าได้ตัดสินใจเชื่อในเรื่องอะไรเร็วเกินไป  ต้องฟังโดยมีสติปัญญา  ให้พิจารณาในเหตุผลก่อนว่า  เรื่องนี้พอเชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้  ให้ใช้หลักธรรมาธิปไตยมาเป็นเหตุผล  ในการตัดสินใจเชื่อถือ  ศรัทธาหมายถึงความเชื่อ  แต่ต้องเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อเท่านั้น  เช่นเชื่อว่าอุบายแนวทางในการปฏิบัติอย่างนี้  มีเหตุผลพอเชื่อถือได้ จึงตัดสินใจเชื่อ  แนวปฏิบัติอย่างนี้ไม่เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เราก็ไม่เชื่อ  ฉะนั้น การฟังธรรมมิใช่ว่าจะเอาความเชื่อเป็นหลักอย่างเดียว  ต้องมีสติปัญญาพิจารณาในเหตุผล  ให้เข้าใจความผิด ความถูกต้องในธรรมนั้นด้วย  ฟังให้รู้จักในความหมายใช้ปัญญามาวิจัยวิเคราะห์  พิจารณาในหมวดธรรม  ให้เข้าใจด้วยตัวเอง  มิใช่ว่าจะคอยฟังจากที่พูดต่อๆกันมาว่าถูกต้องทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นการฟังตามๆกันมา  จะมีผิดเพี้ยนไปได้  มีหลายประเทศที่ฟังตามๆกันมาแล้วเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง  จึงกลายเป็นลัทธิประเพณีไปถึงลูกหลานคนยุคใหม่  ได้ฟังมาก็เชื่อไปตามคนรุ่นเก่า  พากันเอาแบบอย่างเชื่อติดต่อกันเรื่อยมา  ความเชื่อต่อๆกันมานี้มีทั้งผู้นับถือศาสนา และผู้ไม่นับถือศาสนาอะไร  เพราะในโลกนี้มีคนเชื่อไปตามลัทธิประเพณี  ติดต่อกันมายาวนาน  และปลูกฝังนิสัยให้มีความเชื่อไปตามๆกันเท่านั้น  และห้ามอย่างเด็ดขาดลงไปว่า  อย่าไปหาเชื้อชาติวงศ์ตระกูลพระเจ้าที่เชื่อถือต่อๆกันมานั้น เป็นใครมาจากไหน  ทำไมจึงได้อยู่ในฐานะอันยิ่งใหญ่จนได้รับขนานนามว่าพระเจ้า  ถ้าจะเล่าเรื่องความเชื่อในพระเจ้านี้  ก็เป็นความเชื่อต่อๆกันมาตามประเพณี  ในโลกนี้พระเจ้าที่คนให้ความเคารพเชื่อถือมีมากทีเดียว    นี้ก็เป็นความเชื่อฟังต่อๆกันมา  จะมีอยู่เป็นคู่ของโลกนี้ตลอดไป  ถ้าได้เข้าใจในภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ  จะมีความรู้ดีว่า แต่ละประเทศในอดีตมีความเป็นมาอย่างไร  ก็เพราะได้ฟังต่อๆกันมา  เมื่อผู้พูดหลงลืมในตำรา การพูดก็มีความผิดเพี้ยนไปได้  ผู้รับฟังก็จำเอาความผิดเพี้ยนนี้พูดต่อๆกันไป  ทำให้คนยุคใหม่เชื่อต่อๆกันไปอีก  จะไม่มีที่สิ้นสุดในเรื่องของความเชื่อนี้แต่อย่างใด

    การฟังตามๆกันมาอีกรูปแบบหนึ่ง คือ เรื่องการทำน้ำอัฐบาน  มี พระ เณร แม่ชี ฆราวาส ที่ไม่เข้าใจในคำว่าน้ำอัฐบานที่ถูกต้อง มีจำนวนมาก  ต้นเหตุ คือ พระอ่อนการศึกษาในพระธรรมวินัย ตีความหมายในคำว่า น้ำอัฐบานผิดไป  เพียงเข้าใจเอาเองว่า น้ำอัฐบานคือใช้ผ้ากรอง ๘ ครั้ง พระจึงจะฉันได้  การตีความหมายอย่างนี้  เป็นการตีความผิดเป็นอย่างมากทีเดียว  ที่จริงคำว่า น้ำอัฐบาน  หมายถึงผลไม้ ๘ ชนิด ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำอัฐบานได้  ไม่ใช่ว่ากรอง ๘ ครั้งตามความเข้าใจ หรือใช้ผ้า ๘ ชั้นมากรองก็ไม่ใช่เช่นกัน  ความหมายที่ถูกต้องคือ  เอาผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง  มาทำเป็นน้ำอัฐบาน  ใส่น้ำพอสมควร แล้วนำมากรองด้วยผ้า  จะกรอง ๑ ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้  ข้อสำคัญคือ ไม่ให้น้ำอัฐบานนั้นมีกากเท่านั้น จึงฉันได้  ถ้ากรองแล้ว น้ำยังมีกากปะปนอยู่  พระฉันเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ผิดศีลข้อวิกาลโภชนา  จัดเข้าเป็นประเภทอาหาร  ให้ท่านได้ไปศึกษาจากหนังสือ บุพเพสิกขาวรรณนา ดู ท่านจะรู้วิธีการทำน้ำอัฐบานที่ถูกต้อง

    ผลไม้ที่นำมาทำน้ำอัฐบานมี ๘ อย่าง ดังนี้  ๑. มะม่วงดิบหรือสุก    ๒. ลูกหว้าสีชมพู    ๓. กล้วยมีเมล็ด    ๔. กล้วยไม่มีเมล็ด    ๕. มะซาง    ๖. ผลจันทน์    ๗. รากบัว    ๘. มะปราง


    ต่อมา ในยุคอรรถกถาจารย์  ได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า  นอกจากผลไม้ ๘ ชนิดนี้แล้ว  ผลไม้อย่างอื่นก็นำมาทำน้ำอัฐบานได้  แต่มีข้อแม้ว่า  ผลไม้นั้นจะไม่ใหญ่เกินผลมะตูม  ให้พวกเราทั้งหลายได้เข้าใจตามนี้  อย่าฟังต่อๆกันมาโดยขาดเหตุผลและหลักฐาน

    อีกเรื่องหนึ่งที่ฟังต่อๆกันมาจากพระที่เห็นแก่ปากท้อง  ออกความคิดเพื่อจะได้ฉันตามความอยากของตน พูดไปว่า หัวไชเท้า  หัวแครอท และหัวอย่างอื่น ก็นำมาทำน้ำอัฐบานได้  ที่จริงแล้ว  น้ำอัฐบานจะนำมาทำได้เฉพาะผลไม้เท่านั้น  พวกหัวทุกประเภทนำมาทำน้ำอัฐบานไม่ได้เลย  เพราะหัวทุกชนิดจัดเข้าในหมวดหมู่ประเภทอาหาร  ถ้าพระฉันก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์

    อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย  ทั้งห้าอย่างนี้ เป็นพุทธานุญาต  ฉันในเวลาวิกาลได้  ถ้าพระรับประเคนแล้ว ให้เก็บไว้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน  ถ้าเกิน ๗ วันแล้วพระฉัน จะเป็นอาบัติทุกคำกลืน

    อีกเรื่องหนึ่ง  เป็นเรื่องที่เห็นแก่ปากแก่ท้อง  มาตีความไปว่า  นมกล่องทุกประเภท  น้ำเต้าหู้  น้ำนมถั่วเหลือง  น้ำยาคู และน้ำอื่นๆอีก  สงเคราะห์เข้ากับเนยใสเนยข้น  พระเณร แม่ชี และผู้รักษาศีล ๘ ฉันได้ ศีลไม่ขาด อาบัติไม่เป็น  หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้จัดเข้าประเภทอาหาร  ฉันเวลาวิกาลไม่ได้  ต้องฉันไม่ให้เกินเวลาเที่ยงวันเท่านั้น  หากมีพระองค์ใดล่วงละเมิดในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้  ก็จะพูดต่อๆกันไปขยายเป็นวงกว้าง  ค้นหาผู้ปล่อยข่าวครั้งแรกก็ไม่ได้  จึงเป็นอันว่า ฟังตามๆกันมาและฉันตามๆกันมา  ขอให้พวกเราทั้งหลายจงเข้าใจตามนี้

    ฉะนั้นพวกเราเป็นชาวพุทธ  ได้ฟังธรรมจากพระสงฆ์  พระสงฆ์ท่านก็สึกษาพระธรรม  แล้วนำเอามาอธิบายให้พวกเราฟังต่อๆกันมา  ศาสนาพุทธนี้เป็นศาสนาที่มีเหตุผล  คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกหมวดหมู่มีเหตุผลเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์  เราต้องฝึกตัวเองให้เป็นผู้มีนิสัยสังเกตในการฟัง  ตีความหมายในเรื่องที่รับฟังมาให้เข้าใจ  เรื่องไหนผิดเรื่องไหนถูก เอามาวิจัยวิเคราะห์  พิจารณาให้รู้เห็นชัดว่า เรื่องนี้ผิดต้องละทิ้งไป  เรื่องนี้ถูกให้ใฝ่ใจรักษาอยู่เสมอ  ผู้อธิบายให้เราฟังได้  จะเป็นพระหรือฆราวาส  ใครมีความรู้ความสามารถอธิบายความจริงให้เรารับฟังได้  จึงถือว่าผู้นั้นเป็นครูของเรา  ใครเอาสิ่งที่ดีหยิบยื่นให้เราเมื่อไร  เราจะน้อมกายใจ  รับเอาของดีด้วยความเคารพ  ถ้าเราเอาทิฏฐิมานะ  อัตตา มาเป็นตัวนำหน้า  คิดว่าเรารู้กว่าใครๆก็ยากที่จะรับธรรมจากคนอื่นได้  หรือหากได้รับฟังธรรมจากคนอื่น  ก็ต้องพิจารณาในเหตุผลว่าพอเชื่อถือได้หรือไม่  ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีมูลเหตุผลพอจะเชื่อได้ก็อย่าไปสนใจ  ถ้ามีเหตุผลพอเชื่อถือได้  ก็เอามาเป็นอุบายในการปฏิบัติต่อไป  ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น  มีเหตุผลและข้อมูลที่สมบูรณ์อยู่แล้ว  ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พระพุทธศาสนาจะมีความเจริญ  ก็เพราะชาวพุทธบริษัทปฏิบัติไปตามคำสอนของเรา  พระพุทธศาสนาจะเสื่อม  ก็เพราะชาวพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติตามคำสอนของเรา  พระองค์ตรัสอย่างนี้มีความชัดเจนมาก  ฉะนั้นให้เรามาพิจารณาตัวเองว่า  ขณะนี้เราทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม  หรือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ  ให้เรามีสติสังเกตดูตัวเองว่า  เรามีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ  ในคำสอนของพระพุทธเจ้า  ในภาคปริยัติการศึกษา  จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก  ถ้าตีความหมายถูกในปริยัติ  เมื่อนำมาปฏิบัติก็เป็นสัมมาปฏิบัติ  ผลที่ได้รับมีแต่ความถูกต้องชอบธรรม  ถ้าตีความหมายในปริยัติผิด  เมื่อนำไปปฏิบัติก็เป็นมิจฉาปฏิบัติ  ผลที่ได้รับก็ไม่มีความถูกต้องชอบธรรม  ไม่เป็นไปในความเจริญในธรรม  ไม่เป็นไปในมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด

   ในสมัยครั้งพุทธกาล  เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าของเรายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่  พระพุทธเจ้าได้เผยแผ่คำสอนของพระองค์ยาวนานถึง ๔๕ ปี  มีผู้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยความตั้งใจ  พากันได้บรรลุในมรรคผลนิพพานเป็นจำนวนมาก  เทื่อพระพุทธเจ้าจะสิ้นอายุสังขาร  พระองค์ก็ได้วางคำสอนของพระองค์เอาไว้  เพื่อเป็นองค์แทนของพระพุทธเจ้า  ดังพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราตถาคตได้อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว  ให้พวกเธอทั้งหลายเอาพระธรรมวินัยเป็นองค์แทนเรา  ให้พากันปฏิบัติตามคำสอนของเราตถาคตที่ได้ตรัสไว้แล้วอย่างชอบธรรม  หลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว  ก็ยังมีพระสาวกทั้งหลายได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  มีความแตกฉานในพระธรรมวินัย  ในช่วงต่อมา  พระบางรูปมีความประพฤติตัวไม่เหมาะสมในพระธรรมวินัย  จึงได้ทำสังคายนาถึง ๕ ครั้ง  เพื่อเรียบเรียงพระธรรมวินัย  เพื่อให้เป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้  ในยุคอรรถกถาจารย์  ยุคฎีกาจารย์ ยุคอนุฏีกาจารย์  ในยุคนี้  การตีความในคำสอนของพระพุทธเจ้าเริ่มเปลี่ยนไป  การตีความในพระธรรมวินัยเริ่มคลาดเคลื่อน  แล้วเอาความคลาดเคลื่อนในพระธรรมวินัยไปอบรมสั่งสอนต่อๆกันมา  ผู้รับฟังก็ฟังตามๆกันมา  พระพุทธเจ้าทรงทราบล่วงหน้าไว้แล้วว่า  ในยุคต่อไปจะมีชาวพุทธเชื่อในคำสอนของพระองค์เพียงเชื่อตามๆกันมา  นี้เองเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าได้ตรัสในเรื่องความเชื่อตามๆกันมา  ว่าจะมีผลเสียต่อพระพุทธศาสนาอย่างไร  พระองค์จึงให้สติแก่พวกเราเอาไว้ว่า  อย่าเป็นนิสัยเชื่ออะไรที่ขาดเหตุผล  ถ้าคนแรกมีความเห็นผิดแล้วพูดผิด  ผู้รับฟังก็เชื่อกันมาอย่างผิดๆ  ถ้าคนแรกมีความเห็นถูกและพูดถูก  ผู้รับฟังก็เชื่อในทางที่ถูกไปด้วย  เขาผิดเราผิดด้วย  เขาถูกเราถูกด้วย  ผู้มีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า  พึ่งสติปัญญาของตัวเองไม่ได้เลย"

    จะเอาบุคคลตัวอย่างมาอธิบายให้ฟัง  เพื่อเราจะมีความสำนึกได้ว่า  การเชื่อตามๆกันมาเป็นผลเสียอย่างไร  เราจะได้รู้ในบุคคลตัวอย่างทางที่ไม่ดีเอาไว้  เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรกับใครมา  เราจะได้เอาเรื่องนั้นมาพิจารณาให้รู้เหตุรู้ผลก่อนทุกครั้งแล้วจึงตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง  ดังที่จะอธิบายบุคคลตัวอย่างให้เราได้รับรู้ดังนี้  มีในสมัยที่ผ่านมา  คณะศรัทธาที่มีความเชื่อง่ายไร้เหตุผล  เป้นบุคคลที่หูเบาใจเบา  เอาแต่ศรัทธาความเชื่อนำหน้าเพียงฝ่ายเดียว  ไม่มีสติปัญญาเป็นองค์ประกอบ  จึงทำให้ศรัทธาความเชื่อผิดหวัง  ดังที่มีข่าวเกิดขึ้นผ่านมา  มีศรัทธาอีกกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อในครูอาจารย์ของตัวเอง  ครั้งแรกก็มีศรัทธาไม่กี่คน  มีการวางแผนเพื่อหาผลประโยชน์  จึงได้ยกเอาครูอาจารย์ของตัวเองเป็นตัวชูโรง  ประกาศให้คนนั้นคนนี้ฟัง  เรื่องที่พูดไปล้วนแต่เป็นคำสรรเสริญในความโดดเด่นของครูอาจารย์ทั้งนั้น  เฉพาะคำที่ว่า ครูอาจารย์เป็นผู้มีคุณธรรมระดับสูงนั้น  หมายถึงครูอาจารย์เป็นพระอรหันต์แล้ว  เมื่อข่าวนี้พูดต่อกันไปก็กลายเป็นข่าว  มีสมาชิกเป็นแนวร่วมในความเชื่อมากขึ้น  ข่าวนี้ก็กระจายออกไปเป็นวงกว้าง  และมีคนสำคัญเข้ามาเพื่อให้ความสนับสนุน  และมีความเชื่อว่าอาจารย์องค์นี้เป็นอรหันต์องค์จริง  จึงได้ประกาศข่าวให้ชาวพุทธที่ไม่มีสติปัญญา  มีความเชื่อว่า  ท่านเป็นพระอรหันต์อย่างสนิทใจ  จึงทุ่มเทเงินทองถวายเป็นจำนวนมาก  เพราะถือว่าการให้ทานแก่พระอรหันต์จะได้รับผลบุญมหาศาลหาประมาณมิได้  ในที่สุดก็พากันผิดหวังเมื่อครูอาจารย์ของตัวเองมีนิสัยที่เปลี่ยนไป (ในบาลีว่า  อิตฺถี มลํ พรหฺมจริยสฺส  ผู้หญิงเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์)  เมื่อครูอาจารย์ยังเป็นปุถุชนอยู่  ถึงจะยกให้เป็นพระอรหันต์ก็เพียงสักว่าพูดกันไปเท่านั้น  เมื่ออาจารย์ของตัวเองมีเหตุให้เป็นไปตามอนิจจัง  ลูกศิษย์ก็มีความผิดหวังไปตามๆกัน

    มีลูกศิษย์หลายคนที่มีสติปัญญาอยู่บ้าง  พอจะรู้ว่าการเชื่อจากคำบอกเล่าของคนนั้นเป็นความเชื่อตามๆกันมา  เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในเหตุแล้ว เชื่อถือไม่ได้เลย  แล้วตีตัวออกห่างกันไป  เหมือนกับคำว่า  ปลาตัวเดียวเน่าทั้งข้อง  เอาข้องปลาเทใส่กระจาด เลือกปลาที่เน่า  ทิ้งเสีย  เก็บปลาตัวที่ไม่เน่ามาทำเป็นอาหารได้ นี้ฉันใด  เมื่อรู้แล้วและเข้าใจแล้ว  พระองค์นี้มีความไม่เหมาะสมในสมณเพษแล้ว  ก็ต้องแยกตัวออกไป  เพื่อแสวงหาครูอาจารย์องค์อื่น  เราผู้แสวงหาครูอาจารย์ต้องมีสติปัญญาสังเกตดูพระให้ดี  เพราะยุคปัจจุบันนี้มีทั้งพระจริงและพระปลอมปะปนกันอยู่  ถ้าดูไม่ดีก็จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย  ทำให้เกิดความผิดหวังซ้ำสองไปได้  พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วว่า  อย่าเพิ่งเชื่อในข่าวที่พูดต่อๆกันมาเร็วเกินไป  ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาในเรื่องนั้นๆให้มีความรู้เห็นตามความเป็นจริงก่อนจึงเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง  คิดว่าพวกเราทั้งหลายมีสติปัญญาช่วยตัวเองได้  จะไม่เชื่อไปตามข่าวลือที่พูดต่อๆกันมาเร็วเกินไป  


   
...................................................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 29, 2008, 11:01:51 AM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2008, 11:03:28 AM »

   ๒.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า เป็นของเก่าที่เคยทำสืบต่อๆกันมา

    นี่ก็เป็นพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าได้เตือนสติพวกเราเอาไว้  เพื่อให้พวกเรามีความสำนึกตัว  มิใช่ว่าของเก่าจะถูกต้องและดีไปเสียทั้งหมด  เรื่องเก่าเป็นประเพณีทำต่อๆกันมา  ตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน  ก็ถือว่าเป็นของเก่าแก่ควรอนุรักษ์เอาไว้  ปู่ย่าตายายพ่อแม่พากันทำมาอย่างไร  ลูกหลานก็พากันทำสืบทอดเอาไว้  จะพากันทำต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด  การทำตามประเพณีเก่าๆ พวกเราก็ควรเลือกดูบ้างว่า  อะไรควรทำตามก็รักษาเอาไว้  อะไรไม่ควรทำตามก็พากันละในสิ่งนั้นเสีย ไม่ควรทำตามอีกต่อไป  ของเก่าที่ทำกันมา  แม้ไม่มีสาระอะไร  แต่ก็เป็นประเพณินิยมพากันทำมายาวนาน  จะแก้ไม่ให้ทำในวิธีอย่างนั้นหากแก้ไม่ได้ก็ปล่อยกันไป  เพราะถือว่าเป็นพิธีเก่าแก่ตั้งแต่โบราณทำติดต่อกันมา  ในสมัยครั้งพุทธกาล  พระพุทธเจ้าจะเอาพระธรรมนำไปอบรมสั่งสอนในหมู่พุทธบริษัท  ให้เข้าใจในหลักสัจธรรม  พระพุทธเจ้าทรงทราบนิสัยในความเชื่อของคนยุคนั้นดี  พระองค์ก็มีวิธีที่จะแก้ไขความเห็นเขาได้  ในยุคนั้นส่วนใหญ่คนมีนิสัยมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดในหลักความเป็นจริงอยู่ก็ตาม  พระองค์จะมีอุบายสอนแก่ผู้มีความเห็นผิด  ให้กลับใจเปลี่ยนนิสัยให้เกิดความเห็นถูกได้  แต่ก็มีหลายคนหลายลัทธิ  ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ได้เลย เช่น กลุ่มของครูทั้งหก  หรือพวกลัทธิดาบสฤาษี  หรือลัทธิอื่นๆจำนวนมาก  พวกเหล่านี้มีวิธีปฏิบัติแบบเก่าๆที่สืบทอดต่อๆกันมา  พระพุทธเจ้าก็ปล่อยให้เขาทำต่อๆกันไป

    วิธีปฏิบัติเก่าๆของพวกดาบสฤาษี  เขามีวิธีทำสมาธิให้จิตมีความสวบลงได้  แต่ก็ไม่รู้วิธีการฝึกสติปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักสัจจธรรมได้  ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของพวกเราก็เคยได้ปฏิบัติกับกลุ่มดาบสมาก่อนแล้ว  พระองค์ก็ทำให้จิตมีความสงบได้ถึงขั้นสูงสุดของสมาธิที่เรียกว่า อรูปฌาณ  เป็นสมาธิที่มีความละเอียดมาก  พระพุทธเจ้าได้สังเกตดูในวิธีทำสมาธิความสงบนี้  ว่าไม่ใช่แนวทางที่จะละอาสวะกิเลสได้  ไม่เป็นไปในทางที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในหลักสัจจธรรม  ไม่เป็นไปในการตรัสรู้เข้าสู่มรรคผลนิพพานแต่อย่างใด  พระองค์ทรงรู้ได้ชัดอย่างนี้ จึงได้ลาดาบสทั้งสองนั้นไปเพื่อหาวิธีปฏิบัติแบบใหม่  ให้เป็นไปในการตรัสรู้ของพระองค์  เมื่อพระองค์ทรงรู้แนวทางในการตรัสรู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา  พระองค์จึงนำเอาสมาธิที่พระองค์เคยกระทำมาแล้ว  มาแยกขั้นตอนให้เข้ากันได้กับปัญญา  สมาธิที่เข้ากับปัญญาได้ เรียกว่าสมาธิความตั้งใจมั่น  สมาธิความสงบที่ละเอียดอ่อนลงลึกอย่างแนบแน่นแล้ว  จะเอามาใช้เป็นคู่กับปัญญาไม่ได้เลย  จึงปล่อยให้มีความสงบจนอิ่มตัวอย่างเต็มที่  แล้วจิตก็จะค่อยๆถอนออกมา  ให้กำหนดเอาไว้ว่าจะให้อยู่ในสมาธิความตั้งใจมั่นที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ  จึงจะน้อมเข้าไปเป็นคู่กับปัญญาได้  ให้พวกเราศึกษาขั้นตอนวิธีทำสมาธิให้ดี  ถึงจะเป็นวิธีทำสมาธิแบบเก่าๆ  ถ้ารู้วิธีในการทำก็จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติเป็นอย่างมากทีเดียว

    ในยุคปัจจุบันนี้  วิธีการอบรมสั่งสอนจะเน้นหนักในวิธีเก่าๆ  เอาหลักแบบอย่างของพวกดาบสฤาษีมากไป  วิธีการฝึกสติปัญญาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมมีการสอนกันน้อยมาก  จึงยากที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมด้วยปัญญาของตัวเองได้  ในบางครั้งก็เอาความรู้ที่ได้ศึกษาจากตำรามาพิจารณาอยู่บ้าง  วิธีการอย่างนี้เป็นเพียงใช้ปัญญาตามสัญญาเท่านั้น  วิธีการทำสมาธิก็เป็นของเก่า  ความรู้ที่ศึกษาจากปริยัติมาก็เป็นของเก่า  หากผู้มาตีความในวิธีทำสมาธิผิดไป  ก็จะทำให้การทำสมาธิเกิดเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นได้

    ให้เราศึกษาตีความในสมาธิให้เข้าใจ  ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า  สมาธิมีหลายวิธี เช่น  สมาธิความตั้งใจมั่น  สมาธิความสงบ  ขณิกสมาธิ  อุปจารสมาธิ  อัปปนาสมาธิ  มิจฉาสมาธิ  สัมมาสมาธิ  ในยุคนี้สมัยนี้สอนกันในสมาธิความสงบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  สมาธิในรูปแบบอื่นเป็นอย่างไรไม่เข้าใจเลย เพียงพูดอยู่กับคำเก่าๆคือความสงบๆ  ฟังกันที่ไหนก็มีแต่ สมาธิความสงบๆ  ถึงจะเป็นสมาธิความสงบได้ก็ตาม  ก็จะเป็นมิจฉาสมาธิเกิดขึ้นได้  สมาธิความตั้งใจมั่นอันเป็นคู่กับปัญญา  อันเป็นหลักสำคัญไม่พากันปฏิบัติตามแต่อย่างใด  ในยุคนี้จึงมีผู้ไม่เข้าใจในวิธีการทำสมาธิให้เกิดสัมมาสมาธิ  มีความตั้งใจมั่นชอบธรรม  สมาธิความตั้งใจมั่นเป็นของคู่กันกับสติปัญญา  ไม่พากันศึกษาดูแบบอย่างของพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเราปฏิบัติธรรมตามแนวของพระพุทธเจ้าแล้ว  ถ้าของเก่าไม่เป็นไปในคำสอนของพระพุทธเจ้า  เราก็ปฏิบัติผิดโดยไม่รู้ตัว.   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2008, 10:59:25 AM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ratt
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 44


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2008, 10:41:32 AM »

   

  ๓.  อย่าได้เชื่อถือเพียงสักว่า  กิตติศัพท์อันเป็นข่าวลือ

    นี้ก็เป็นพุทธพจน์อีกข้อหนึ่ง  ที่พวกเราทั้งหลายควรนำมาพิจารณา  คำว่าข่าวลือ  เป็นได้ทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริง  เป็นข่าวพอเชื่อถือได้และเป็นข่าวเชื่อถือไม่ได้  เช่น เล่าลือว่า  ปี พ.ศ.นั้นโลกจะเกิดภัยพิบัติ  น้ำจะท่วมโลกจะเกิดความพินาศฉิบหาย  มนุษย์ทั้งหลายไม่มีที่อยู่อาศัย  ทั้งคนและสัตว์จะพากันล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  จะพากันอดอยากด้วยข้าวปลาอาหารไปทั่วทุกแห่งหน  ข่าวลือนี้จะเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร  ให้พวกเราใช้ปัญญาพิจารณาในเหตุผลว่าจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร  มิใช่จะเชื่อตามข่าวลือไปเสียทั้งหมด  พากันหลั่งไหลไปขอความช่วยเหลือ  หรือไปขอเลขขอหวยเพื่อความร่ำรวย  ยังมีข่าวลืออื่นๆอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้  มีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี  หากมีข่าวอะไรเกิดขึ้น  เราเป็นนิสัยใจเบาหูเบาตัดสินใจเชื่อง่าย  ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นในเหตุในผล  ให้รู้เห็นในความจริงก่อนจึงตัดสินใจเชื่อ  อย่าเอาคนอื่นเป็นผู้ชี้แนะในความเชื่อให้แก่ตัวเรา  หากมีใครๆมาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง  เราก็ฟังได้  แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่าจะเป็นจริงเหมือนที่เขาพูด  อย่าเป็นนิสัยเชื่อในสิ่งใดง่าย  จะเป็นนิสัยงมงายไปโดยไม่รู้ตัว

    ความเชื่อไปตามข่าวลืออีกอย่างหนึ่ง  ที่อ้างว่าเป็นศาสนาแบบใหม่  มีความศักดิ์สิทธิ์  หากใครได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและปฏิบัติตามจะได้รับผลบุญมหาศาลหาประมาณมิได้  ผู้มีความฝักใฝ่ในบุญกุศลเป็นบุคคลที่หูเบาใจเบาจะมีใจอ่อนไหวไปตามข่าวลือนี้ได้ง่าย  ก็จะพากันหลั่งไหลเข้าไปเป็นสมาชิกเพื่อมอบกายถวายตัวในศาสนานั้นๆ  เขาจะเรียกเอาเงินเท่าไรก็จ่ายไปตามที่เขาต้องการ  หรือมีข่าวลือมาว่า  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกนี้แล้ว ก็พากันหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชา  เพราะมีความเชื่อว่า  ใครได้กราบไหว้พระอรหันต์ครั้งหนึ่ง  จะมีบุญมหาศาล  หรือได้ให้ทานแก่พระอรหันต์ครั้งหนึ่งถือว่าเป็นยอดมหาทานอันยิ่งใหญ่  มีเงินทองมากน้อยเท่าไร  ก็ถวายทานอย่างเต็มที่  ข่าวลืออย่างนี้  หากท่านได้เป็นพระอรหันต์จริงก็โชคดีไป  ถ้าให้ทานถูกพระอรหันต์องค์ปลอม  เงินทองที่ถวายไปก็เป็นความโชคดีแก่พระอรหันต์องค์ปลอมไป  จะไปขอเงินทองจากท่านกลับมาไม่ได้เลย

    การให้ทานไปด้วยความศรัทธาเลื่อมใสด้วยใจจริง  ถวายทานไปแล้วไม่คิดเสียดายเงินทองที่ให้ทานไป  ถึงพระท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ตาม  ถ้าให้ทานในลักษณะนี้จะมีผลบุญมากทีเดียว  ในยุคสมัยนี้มีข่าวลือเรื่องพระอรหันต์กันมาก  จึงอยากต้องการพิสูจน์ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม  ข่าวลือนี้เกิดจากลูกศิษย์ใกล้ชิด   เพื่อสร้างภาพให้อาจารย์ของตัวเองเป็นพระอรหันต์  พูดโน้มน้าวพรรณนาศักดานุภาพ  มีความสามารถอะไรบ้าง ก็โฆษณากันไป  เพื่อให้คนทั้งหลายมีความเชื่อถือและคล้อยตาม  เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะตามมาในภายหลัง  คนหูเบาใจเบามีนิสัยเชื่อง่ายงมงาย  ไม่มีปัญญาพิจารณาในข่างลือดังกล่าว  ก็จะเกิดความเสียใจภายหลัง  ขอให้พวกเราได้ใช้ปัญญาพิจารณาในเรื่องข่าวลือนี้บ้าง     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 03, 2008, 10:52:46 AM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2008, 11:00:44 AM »

    ๔.  อย่าเชื่อเพียงสักว่า  อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์

    เป็นพุทธพจน์อีกข้อหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้  พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณหยั่งรู้เรื่องศาสนาของพระองค์ว่า  เมื่อบั้นปลายศาสนาของพระองค์จะมีผู้เขียนตำราอ้างไปว่า  นี้เป็นคำสอนของเราตถาคตขึ้นมา  แต่ละตำราจะมีความแตกต่างกันออกไป  ใครมีความเห็นอย่างไรก็ตีความไปอย่างนั้น  และเขียนเป็นตำราออกมาเป็นจำนวนมาก  แต่ละตำราจะเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง  บางตำราจะไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด  ในบางตำราจะไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด  ในบางตำราก็มีความถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  เมื่อพุทธบริษัทนำไปปฏิบัติ  ก็จะให้ผลเป็นไปในมรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง  มีทั้งพระและฆราวาสเขียนตำราขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  เมื่อตำราไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ผู้ที่นำไปศึกษาก็เกิดความสับสน  จับต้นชนปลายไม่เข้าใจเลยว่า  ตำราไหนผิดตำราไหนถูก  แต่ละตำราก็อ้างอิงว่า  เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด  ผู้อ่านที่มีสติปัญญาน้อยก็ปักใจเชื่อไปว่าตำรานี้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด  เพราะถือว่าตำราคัมภีร์นี้เป็นของเก่าแก่  ไม่กล้าที่จะแก้ไขเพิ่มเติม  นักปราชญ์ยุคใหม่ได้เขียนตำราออกมา  แล้วนำไปอบรมสั่งสอนต่อๆกันไป  ส่วนมากจะเน้นหนักในวิธีทำสมาธิเพื่อให้จิตมีความสงบ  เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น  ที่ผู้เขียนตำราหรืออบรมสั่งสอนกันอยู่นั้น  แสดงว่าไม่ได้อ่านประวัติเดิมของพระพุทธเจ้าเลย  ในครั้งนั้นพระองค์ได้ไปฝึกสมาธิกับดาบสทั้งสองอยู่นานร่วมปี  พระองค์ก็ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นแต่อย่างใด  จากนี้ไปให้เราอ่านพุทธประวัติให้ดี  มีเหตุผลในการอ่านให้เข้าใจ

    พระพุทธองค์ได้สร้างบารมีมาด้วยปัญญาธิกะ  พระองค์มีปัญญาพร้อมแล้วอย่างสมบูรณ์เต็มที่  เมื่อพระองค์ทำสมาธิอยู่กับดาบสทั้งสองนั้น  พระองค์ก็ทำให้จิตมีความสงบอย่างเต็มที่  ไม่มีประวัติว่าปัญญาได้เกิดจากความสงบของสมาธิแต่อย่างใด  ที่เขียนตำราไปและสอนกันไปอย่างไร้เหตุผล  หากมีคนถามว่า เหตุใดท่านจึงสอนเช่นนี้  ก็จะตอบว่า  ตำราเขียนไว้อย่างนี้ในทันที  หากมีคำถามอีกว่า  ตำรานั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่  ก็จะตอบไปว่า ไม่รู้  นี้คือสอนกันไปโดยไม่รับผิดชอบ  ทำให้ชาวพุทธมีจำนวนมากเกิดความเข้าใจผิดในคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากทีเดียว  ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  ศาสนาของเราตถาคตจะเสื่อมก็เพราะพุทธบริษัททำให้เสื่อม  ศาสนาของเราตถาคตจะมีความเจริญก็เพราะพุทธบริษัททำให้เจริญ  ในยุคนี้สมัยนี้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงหรือเจริญขึ้น  ให้เราพิจารณาตัวเองว่า  เราเป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมหรือทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ  ให้เราสังเกตดูตัวเราเองว่าใจเรามีความหนักแน่นหรือไม่หนักแน่นในพระพุทธศาสนาเพียงใด  ในตำราคัมภีร์ที่เราอ่าน  เราต้องอ่านด้วยเหตุและผล  มีสติปัญญาในการอ่าน  วิจัย  วิเคราะห์  ใคร่ครวญ  ตรึกตรองให้ดี  เพราะทีทั้งหนัวสือใหม่และหนังสือเก่า  ถ้าอ่านตำราไม่มีปัญญา  ก็จะพากันเชื่อแบบงมงายต่อไป

    ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่านี้  อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์  ในความหมายนี้มีความชัดเจนมาก  ทำไมพวกเราจึงไม่เอามาพิจาณาดูบ้าง พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อโดยผูกขาดในตำราเพียงฝ่ายเดียว  พระพุทธองค์ต้องการให้เรามีความมั่นใจในเหตุผลที่เป็นธรรมาธิปไตยมาเป็นหลักประกัน  ให้รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญาของเราเอง  มิใช่ว่าตำราว่าอย่างไรก็เชื่อกันไปอย่างนั้น  หรือครูอาจารย์สอนอย่างไรก็เชื่อไปอย่างนั้น  เช่นสอนว่า  ทำสมาธิไปเถอะ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น  ในสมัยครั้งพุทธกาล  พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างนี้หรือไม่  ถ้าเราอ่านประวัติของพระพุทธเจ้าและประวัติของพระอริยสาวกเจ้าทั้งหลายในสมัยครั้งพุทธกาล  มีความเข้าใจดีแล้ว จะนำเอาอุบายนั้นไปปฏิบัติจนได้บรรลุมรรคผล  เป็นพระอริยบุคคลตามกำลังบารมีที่ได้บำเพ็ญมา  ในสถานที่ใดมีพุทธบริษัทได้มาฟังธรรม  แล้วพระพุทธเจ้าจะจะยกสัจธรรมที่เป็นจริงขึ้นมาอธิบายให้พุทธบริษัทใช้สติปัญญาพิจารณา  ให้รู้เห็นตามหลักความจริงนั้นๆ  จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าในขณะนั้น

    อุบายธรรมของพระพุทธเจ้าที่นำมาอบรมสั่งสอนนั้น  เป็นอุบายให้คนเปลี่ยนความเห็นผิดเป็นจุดแรก  เพราะนิสัยเดิมของคนเราเป็นมิจฉาทิฏฐิ   มีความเห็นผิดในหลักความจริงตลอดมา  ฉะนั้นพระองค์จึงมีอุบายสอนให้มีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ  ให้มีความรู้เห็นที่ถูกต้องชอบธรรม  เรียกว่าปัญญาความเห็นชอบ  ให้พวกเราได้ศึกษาในหมวดธรรมที่เรียกว่ามรรค ๘  ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง  ในมรรค ๘ นั้น  พระองค์จะทรงยกเอาสัมมาทิฏฐิ  ปัญญาความเห็นชอบเป็นหลักยืนตัวเอาไว้  ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย  ย่อมรวมอยู่ในเท้าช้างเท่านั้น  นี้ฉันใด  ภิกษุทั้งหลาย  หมวดธรรมทั้งหลาย ย่อมมารวมลงในสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบนี้เท่านั้น

    ขอให้พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย  พากันศึกษาประวัติความเป็นมาของพระอริยเจ้าทั้งหลายในสมัยครั้งพุทธกาลให้เข้าใจ  ในครั้งนั้นพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  ได้ทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีทั้งห้าเป็นกลุ่มแรก  และกลุ่มอื่นๆอีกมากมาย  แต่ละกลุ่มพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องของความจริง  ความถูกต้องชอบธรรม  ให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบตามความเป็นจริงก่อนทุกครั้ง  แม้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้แก่ฆราวาส  พระองค์ก็ต้องแสดงธรรมตามความเป็นจริงก่อนทุกครั้ง  ให้ผู้ฟังเปลี่ยนจากความเห็นผิดกลับมาเป็นความเห็นถูก  นี้คือจุดยืนถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าต้องการในขั้นเริ่มต้น  ถ้าเปลี่ยนความเห็นผิดไม่ได้  ถึงจะแสดงธรรมไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร  เรียกว่าตัวส่งตัวรับเข้ากันไม่ได้  จึงยากในการอบรมสั่งสอน  ฉะนั้น  สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ  จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง 

    หลายท่านที่อ่านหนังสือข้าพเจ้าแล้ว  มีความเข้าใจว่า หลวงพ่อทูลไม่ได้สอนในวิธีการทำสมาธิ  นี่แสดงว่าท่านผู้นั้นอ่านหนังสือหลวงพ่อทูลไม่เข้าใจ  เพราะท่านเหล่านี้มีการทำสมาธิเพียงอย่างเดียว  เพราะได้รับความรู้มาจากครูผู้สอนมา  มีแต่วิธีทำสมาธิเท่านั้น  และมีความเชื่อตามครูผู้สอนไปว่า  เมื่อจิตมีความสงบดีแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น  นี้คือความเห็นสมัยใหม่  ส่วนหลวงพ่อทูลอยากให้คนเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า  อันเป็นหลักดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว  พระพุทธเจ้าต้องการให้มีปัญญาความเห็นชอบ  เมื่อมีปัญญาความเห็นชอบเป็นหลกัที่มั่งคงแล้ว  การทำสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ  ทำให้จิตมีความสงบตั้งมั่นในสมาธิได้เร็ว  ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธในการทำสมาธิแต่อย่างใด  ใครจะมีคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบตั้งมั่นได้ในระดับไหนก็ทำกันไป  เพราะการทำสมาธิจะทำให้เกิดกำลังใจ  เพื่อจะเป็นอุบายหนุนปัญญาได้เป็นอย่างดี  เรียกว่าสมาธิเสริมปัญญา  ให้มีความเฉียบแหลมมากขึ้น  ที่ว่าหลวงพ่อทูลปฏิเสธนั้น  คือปฏิเสธในคำว่าทำให้เกิดปัญญา  นั่นคือ  ทำสมาธิจิตมีความสงบดีแล้ว  จะไม่ทำให้เกิดปัญญาแต่อย่างใด  เพราะพื้นฐานของปัญญาเรายังไม่รู้เรื่องอะไร  ถึงจะทำสมาธิมีความสงบได้ก็จะเป็นสมาธิหัวตอ  จะต่อเชื่อมโยงไปสู่ปัญญาไม่ได้เลย  จะทำสมาธิเพื่อเสริมปัญญาได้  ผู้นั้นต้องฝึกทางปัญญาความเห็นชอบเป็นฐานรองรับไว้ก่อน  เมื่อทำสมาธิจิตมีความสงบตั้งมั่นได้แล้ว  ก็น้อมไปสู่ปัญญาเชื่อมโยงต่อกันได้เลย  จะง่ายต่อการปฏิบัติและมีความก้าวหน้าในทางที่ถูกต้องชอบธรรม

    จงศึกษาให้เข้าใจว่า  สมถะ  วิปัสสนา ทั้งสองนี้เป็นของคู่กัน  เป็นอุบายหนุนซึ่งกันและกัน  ที่เรียกว่าปัญญาเสริมสมาธิ  สมาธิเสริมปัญญา  เพราะนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน  บางท่านใช้ปัญญามากทำสมาธิน้อย  บางท่านใช้ปัญญาน้อยทำสมาธิมาก  บางท่านใช้ปัญญาและทำสมาธิเสมอกัน  เพื่อให้เป็นไปตามนิสัยแต่ละท่าน  เพื่อความสะดวกสบายไม่ต้องฝืนนิสัยตัวเอง  เช่นผู้มีนิสัยปัญญาวิมุติ  จะใช้ปัญญามากกว่าการทำสมาธิ  ผู้มีนิสัยเจโตวิมุติ  จะใช้สมาธิมากกว่าการใช้ปัญญา  การทำสมาธิให้จิตมีความสงบเพียงอย่างเดียว  การภาวนาปฏิบัติจะไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด  จะวกวนเวียนไปมาอยู่ที่จุดเดิม  คือความสงบเหมือนคนพายเรืออยู่ในสระ  จะพายเรือวนไปเวียนมาหาทางออกไม่ได้เลย  ถึงจะมีประตูเปิดกว้างอยู่ก็ไม่เห็นช่องทางที่จะออกไป  หรือเหมือนมีปากกาอยู่ในมือ  แต่ไม่มีกระดาษที่จะเขียน  หรือมีกระดาษให้เขียน แต่เขียนหนังสือไม่เป็น  ปากกากระดาษก็ไม่มีความหมายอะไร

    นี้ฉันใด  ถึงใจจะมีความสงบอยู่ก็ตาม  กำลังใจที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ  ก็มีแต่ความยินดีพอใจในความสงบเท่านั้น  อีกไม่นานกำลังใจที่เกิดจากสมาธิก็จะเสื่อมไป  ไม่ได้ประโยชน์อะไร  จะไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงในสัจธรรมได้เลย  เมื่อสมาธิเสื่อมลง  ก็นึกคำบริกรรมทำสมาธิให้จิตมีความสงบอีก  แล้วเสื่อมไปอีก  วกวนซ้ำซากอยู่อย่างนี้  จะไม่มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติแต่อย่างใด  ขอให้พวกเราได้ศึกษาในหมวดมรรค ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้จัดหมวดหมู่เอาไว้แล้ว  เป็นอุบายเปลี่ยนความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดความเข้าใจผิดในหลักความจริง  แต่เรามาฝืนความเป็นจริง  เพื่อให้ได้ตามที่ใจเราชอบ  ถ้าไม่ได้ตามใจที่ต้องการก็จะเกิดความทุกข์ใจ  นี้คือความเห็นผิดความเข้าใจผิดในหลักความเป็นจริง

    ถ้าความเห็นผิดเป็นต้นเหตุ  ก็จะเกิดความคิดผิดตามมา  วาจาที่พูด  กายที่ทำในสิ่งใด  ก็จะเป็นการพูดผิดทำผิดเรื่อยไป  ถ้าลบล้างความเห็นผิดให้หมดไปจากใจไม่ได้  เมื่อไปทำสมาธิ  กำลังใจที่เกิดขึ้นจากจิตที่สงบก็จะมาบวกกันกับมิจฉาทิฏฐิ  ความเห็นผิดที่มีอยู่เดิมก็จะเกิดเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นที่ใจ  จะทำให้เกิดความไม่ปกติ  จะมีความเพียรก็เป็นความเพียรที่ผิดปกติ  จะมีสติระลึกถึงในสิ่งใดก็ระลึกได้ผิดปกติ  จะเกิดมีปัญหาในการภาวนาปฏิบัติที่เป็นผลไม่ปกติเกิดขึ้น  ที่พูดกันว่า กรรมฐานแตก  หรือเป็นสัญญาวิปลาสภาวนาปฏิบัติเกิดเป็นบ้า  ก็เพราะเหตุที่เป็นมิจฉาเดิมไม่ได้แก้ไขนั้นเอง  พระพุทธเจ้าจึงให้แก้ไขความเห็นผิดให้หมดไปจากใจ  ให้ตั้งหลักสัมมาทิฏฐิ  ปัญญาความเห็นชอบตามหลักความเป็นจริงให้มั่นคง  คำว่าความเป็นจริงหมายถึงความจริงที่เป็นไปในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ให้พิจารณาด้วยปัญญารอบรู้สิ่งที่เป็นไปตามไตรลักษณ์นี้อยู่  นั้นคือตั้งหลักสัมมาทิฏฐิ  ความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม

    ถ้าตั้งสัมมาทิฏฐิ ปัญญาความเห็นชอบมีความมั่นคงภายในใจแล้ว  ความคิดพิจารณาในสิ่งใด  ก็มีความคิดที่ถูกต้องชอบธรรม  จะพูดในเรื่องอะไร  จะทำในสิ่งใด  จะหาเลี้ยงชีพอย่างไร  ล้วนแล้วแต่มีความชอบธรรม  จะมีความเพียรในสิ่งใดก็เป็นความเพียรที่ชอบธรรม  สติระลึกในสิ่งใดก็เป็นความระลึกที่ชอบ  ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง  จะทำสมาธิก็มีความตั้งใจที่มั่นคง  ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ทั้งหลาย  จะเป็นอารมณ์แห่งความรัก  อารมณ์แห่งความชัง  อารมณ์ที่ชอบใจ  อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ  ไม่มีความหวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้นๆ  นี้คือปัญญารอบรู้ตามความเป็นจริง  จึงไม่มีอารมณ์สิ่งใดมาทำให้ใจเกิดความเห็นผิดไปได้  ฉะนั้นความเห็นผิดและความเห็นถูกทั้งสองนี้  จึงจำเป็นที่เราต้องศึกษาให้ใจได้รู้ว่า  ความผิดและความถูกต่างกันอย่างไร  แต่ละอย่างให้ผลเป็นอย่างไร  ถ้าเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ผิด  ก็จะไม่รู้ว่าความถูกเป็นอย่างไร  ถ้าไม่รู้จักความชั่ว  ก็ไม่รู้ว่าจะเอาความดีมาจากไหน  ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจในตำราและคัมภีร์ที่ผิด  จะหาเอาตำราและคัมภีร์ที่ถูกต้องชอบธรรมไม่ได้เช่นกัน

    นี่เองที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงหมู่พุทธบริษัทในช่วงบั้นปลายพระพุทธศาสนา  ก็หมายถึงยุคของพวกเราในปัจจุบันนี้เอง  พวกเราเคยได้อ่านในตำราและคัมภีร์มามากแล้ว  จะได้รู้ความแตกต่างกันหลายตำราทีเดียว  หรือได้รับฟังวิธีปฏิบัติแต่ละสำนักแต่ละครูอาจารย์ก็มีความแตกต่างกัน  พวกเราผู้อ่านจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ว่าตำราไหนผิด คัมภีร์ไหนถูก  พวกเราก็พอจะเลือกเอาตำราที่ถูกได้  ถ้าเลือกได้ตำราและคัมภีร์ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้  เราก็จะได้รับข้อมูลในหมวดธรรมที่เป็นจริง  เมื่อนำมาปฏิบัติก็จะได้รับผลถูกต้องตามที่เราต้องการ  ถ้าเป็นหนังสือปรัมปราที่พากันเขียนขึ้นด้วยการสุ่มเดา  เมื่อเอามาปฏิบัติก็จะเกิดผลที่ไม่ดีตามมา  ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  พระพุทธเจ้าต้องการให้พวกเราพึ่งตัวเอง  หมายถึงให้พวกเราได้ฝึกสติปัญญาและแนวความคิดเป็นของตนเอง  อย่าลอกเลียนแบบเอาจากตำราหรือเอาความรู้จากผู้อื่นมากนัก  เหมือนกับการเขียนกระทู้ธรรม  คำเฉลยในกระทู้นั้น  ถือว่าเป็นตำราแบบอย่าง  เราไม่ควรที่จะเขียนลอกเอาตามคำเฉลยนี้มาเป็นความรู้ของตัวเอง  เราต้องฝึกสติปัญญาความรอบรู้เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น  จึงจะสมกับคำว่า  ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน  เราต้องฝึกสติปัญญาให้เกิดขึ้นกับใจเราให้ได้

    มีนักปราชญ์ท่านให้คติธรรมเอาไว้ว่า  การปฏิบัติอย่าทิ้งตำรา  และอย่าเอาตามตำรา  คำว่าอย่าทิ้งตำราและอย่าเอาตามตำราหมายความว่า  ตำรานั้นเป็นต้นแบบตัวอย่าง  เป็นหลักอ้างอิงได้เป็นอย่างดี  ให้เราพิจารณาตั้งข้อสังเกตว่า  ตำราหรือคัมภีร์นั้น  เป็นความรู้ของผู้มีสติปัญญานำมาเขียนเอาไว้ ให้ทำความเข้าใจแก่ตนเองว่า  เราต้องฝึกสติปัญญาขึ้นมาเอง  ความรู้และปัญญาของเราก็ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับตำรา  ถึงสำนวนและประโยคจะมีความแตกต่างกันไปบ้างก็ไม่เป็นไร  ข้อสำคัญในความหมายให้เป็นเรื่องเดียวกัน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนพระโปฐิละ   ที่แบกใบลานเปล่า  ถึงจะเรียนรู้จดจำมาจากตำรา ก็ถือว่าเป็นความรู้ของผู้อื่น  จะเอามาแก้ปัญหาภายในใจของตัวเราไม่ได้เลย  ฉะนั้นเราต้องฝึกสติปัญญาให้เกิดขึ้นแก่ตัวเรา  แล้วเอามาแก้ปัญหาของตัวเราเอง  จึงจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ดังคำว่า  หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง  หมายความว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นจากความเห็นและความคิดในเรื่องใด  เราต้องใช้ปัญญาเรามาเป็นอุบายแก้ไข  ให้ปัญหาทั้งหลายหมดไปจากใจให้ได้

    ฉะนั้นการปฏิบัติเราต้องพึ่งตัวเอง  พึ่งสติปัญญาความสามารถของตัวเอง  อย่าเป็นนิสัยลอกเลียนแบบอย่างของคนอื่นมากนัก เช่น มรรค ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้เรียงลำดับไว้แล้ว  ถ้าจัดให้เป็นสิกขา  น่าจะออกมาในรูปแบบ  ปัญญา ศีล  สมาธิ  เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา  ที่พวกเราได้รู้กันมาจากตำรานั้น  เพียงเป็นหลักสูตรในภาคปริยัติเท่านั้น  เมื่อจะเอามาปฏิบัติต้องเอาตามหลักเดิม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้แล้ว เรียกว่า  ปัญญา ศีล สมาธิ  หลักปัญญาต้องนำหน้า เช่น ปัญญา ๓ คือ สุตฺตมยปัญญา  จินฺตามยปัญญา  ภาวนามยปัญญา  มีความชัดเจนว่า  สุตฺตมยปัญญาเป็นปัญญาในภาคการศึกษา เช่นการศึกษาในหมวดศีล ๕ ศึกษาในหมวดศีล ๘ หรือหมวดศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของพระเณร  จำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจในข้อห้ามนั้นให้ดี  จึงรักษาศีลในหมวดนั้นๆต่อไป  หรือจะทำสมาธิแต่ละวิธี  ก็ต้องมีปัญญาศึกษาในหมวดสมาธินั้นๆให้เข้าใจจึงจะทำสมาธิต่อไปได้  เฉพาะหมวดศีล หมวดสมาธิ เป็นหลักปริยัติ  ต้องใช้ปัญญาศึกษาให้เข้าใจ  หรือธรรมะที่จะนำมาเป็นอุบายในการปฏิบัติ  ก็ต้องศึกษาในหมวดธรรมนั้นๆให้รู้ความหมาย  จึงเอาหมวดธรรมนั้นมาปฏิบัติต่อไป  ฉะนั้นพวกเราต้องเอามรรค ๘ อันเป็นหมวดธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วในสมัยครั้งพุทธกาล  มีพุทธบริษัทปฏิบัคิธรรมมรรค ๘ พากันได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าเป็นจำนวนมาก  ในยุคนี้  ถ้าพวกเราเอาวิธีปฏิบัติตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้า  พวกเราก็จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเหมือนในครั้งพุทธกาลเช่นกัน    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2008, 07:54:48 AM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 07:56:59 AM »

     

    ๕.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า  ตรรก คิดคำนวณด้วยการสุ่มเดาเอา

     การสุ่มเดานี้ มีความเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้ง่ายเหมือนการเดินทาง ถ้าไปด้วยการสุ่มเดาจะมีการหลงทางได้ง่าย จะกลับเข้าเส้นทางที่ถูกต้องนั้นยาก หรืองานทุกประเภท ถ้าทำด้วยการสุ่มเดา จะมีการทำที่ผิดพลาดนั้นสูง จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามเดิมก็ยากที่จะแก้ได้นี้ฉันใด การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ความละเอียดอ่อน ถ้าสุ่มเดาในการปฏิบัติถูกก็โชคดีไป ถ้าสุ่มเดาผิดการปฏิบัติก็จะมีผลที่ผิดเกิดขึ้น ถ้าเข้าใจผิดคิดว่าปฏิบัติถูก ก็จะเกิดความเห็นผิดโดยไม่รู้ตัว เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของใจโดยตรง ส่วนกายวาจาเพียงเป็นอุบายประกอบเท่านั้น ข้อสำคัญคือใจที่เป็นศูนย์รวมให้แก่หมวดธรรมทั้งหลาย จึงเรียกว่าใจเป็นใหญ่เป็นประธาน การศึกษาธรรมต้องรู้จักในหมวดธรรมให้ชัดเจนว่า ธรรมหมวดไหนปฏิบัติแล้วให้ผลเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติไปแบบสุ่มเดา โดยไม่เข้าใจในธรรม ปฏิบัติผิดก็ไม่รู้ปฏิบัติถูกก็ไม่รู้ จะไม่เกิดผลดีแก่ตัวเราแต่อย่างไร

     ธรรมหมวดใดที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่าไม่ถูกต้องให้พากันละ พวกเราก็ต้องละธรรมหมวดหมวดใดพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ให้พากันปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญ เราก็พากันปฏิบัติในธรรมหมวดนั้นๆ ให้เกิดความเจริญแก่ตัวเรายิ่งๆ ขึ้นไป มิใช่ว่าจะพากันพิจารณาปฏิบัติกันแบบสุ่มเดา อาจจะเข้าใจผิดไปว่า ธรรมนี้พระพุทธเจ้าให้ละ แต่เรากลับไปทำให้มากขึ้น หมวดธรรมนี้พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ให้พากันเจริญมากขึ้น แต่ก็พากันละธรรมกมวดนั้นเสีย ถ้าเป็นในลักษณะนี้ จะไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด เหมือนกับการรับเหมางานก่อสร้างอาคารต่างๆ ถ้าคิดราคาประมูลแบบสุ่มเดา ผู้รับเหมามีแต่จะขาดทุน การคำนวณน้ำหนักของอาคารแบบสุ่มเดา ฐานรองรับน้ำหนักของอาคารแบบสุ่มเดา ใส่เหล็กไม่ได้มาตรฐาน อาคารก็ทรงตัวไม่อยู่ จะทำให้เกิดการทรุดตัวพังทลายไปตามๆ กันนี้ฉันใด  การปฏิบัติธรรมด้วยการสุ่มเดา จะเอาความถูกต้องที่ชัดเจนไม่ได้เลย ธรรมปลอมก็ไม่รู้ ธรรมจริงก็ไม่เข้าใจ การปฏิบัติจะให้เข้าาถึงซึ่งมรรคผลนิพพานนั้นก็ต้องผิดหวังกันไป
   พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ธัมมวิจยะ การเลือกเฟ้นหาหมวดธรรมที่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้หมวดธรรมที่ถูกต้องมาปฏิบัติ ก็จะเกิดผลดีที่ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสนิทใจ ในยุคนี้ส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัติจะเป็นในลักษณะแบบสุ่มเดา เหมือนคนตาบอกทำงานต้องลูกคลำไปมา เมื่อหาจุดไม่ได้ก็พากันสุ่มเดากันไป ใจก็เกิดความสงสัยลังเลไม่รู้ว่าตัวเองปฏิบัติผิดหรือถูก เกิดความไม่แน่ใจในหมวดธรรมนั้นๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นการปฏิบัติรูปแบบใด จับต้นชนปลายเกิดความสับสน ไม่แน่ใจในการปฏิบัตของตัวเอง ในที่สุดก็คือการปฏิบัติแบบสุ่มเดา เอาหลักธรรมที่แน่นอนไม่ได้ ปฏิบัติไปแบบสุ่มเดากันไป แบบไม่มีจุดหมายปลายทาง พากันไปถามหลวงพ่อหลวงตาบอกทางให้ ถ้าถามถูกองค์ที่รู้จริงเห็นจริงในสัจธรรมที่ถูกต้อง ถือว่าท่านผู้นั้นมีความโชคดีไป ถ้าถามถูกองค์ที่กำลังหลงทางสุ่มเาเหมือนกับเรา รับรองว่าหลวงพ่อจะเป็นผู้ได้เปรียบ ถามธรรมหมวดไหน หลวงพ่อก็ตอบได้หมดไม่มีคำว่า หลวงพ่อไม่รู้ไม่เข้าใจ กำลังหลงทางสุ่มเดาเหมือนโยมนั้นแหละ จะไม่มีคำอย่างนี้อย่างเด็กขาด หลวงพ่อจะไม่ยอมเสียโง่ให้กับใครๆ ทั้งนั้นจะต้องแสดงท่าทีลีลาออมา เหมือนักบว่าตัวเองมีความรู้จริงเห็นจริงในธรรมทันที ที่พูดกันอยู่เสมอว่า บอดจูงบอดไปไม่รอด เพราะตาบอดจูงกัน ฉะนั้น คำว่า ตรรก ถ้าหมายถึงคิดแบบสุ่มเดา จะเอาความถูกต้องชอบธรรมอย่างสนิทใจมาจากที่ไหน ในยุคนี้สมัยนี้อยู่ในช่วงบั้นปลายของพระพุทธศาสนา จะหาครูอาจารย์องค์ที่ท่านปฏิบัติดีมีความสามารถ และมีคุณธรรมพอจะหาได้ ถ้าหากเรามีสติปัญญา แสวงหาครูอาจารย์ที่ปฏิบัติมีความชอบธรรม จะหาท่านองค์นั้นได้โดยไม่เหลือวิสัย
   การสุ่มเดาถือว่าเป็นความเสี่ยงเป็นทั้งผิดและถูกเรียกได้ว่าถูกน้อยผิดมาก เฉพาะเรื่องมรรคผลนิพพานเป็นสถานที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ไปมาก่อนว่า มรรคผลนิพพานเป็นอย่างนี้ ส่วนอุบายแนวทางที่จะปฏิบัติเพื่อให้ถึงจุดนั้นจะมีการเริ่มต้นจากอุบายวิธีในการปฏิบัติอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจก็จะพากันสุ่มเดา เรียกว่าปฏิบัติแบบสุ่มเดาเพราะคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้เป็นจำนวณ เพราะจริตนิสัยของคนในยุคนั้น มีความแตกต่างกัน พระองค์จึงมีอุบายในธรรม ที่มีความแตกต่างไม่เหมือนกัน เมื่อเอามารวมกันไว้ในที่เดียวกันจึงเป็นพระธรรมคำสอนของพระองค์จำนวนมาก ถ้าผู้ฉลาดมีสติปัญญา จะเอาหมวดธรรมมาปฏิบัติ ให้ถูกกับจริตนิสัยของตัวเราไม่ยากเลย จะไม่มีการสุ่มเดาให้เสียเวลา ฉะนั้นเราต้องศึกษาจริตนิสัยของตัวเราให้รู้ว่า เรามีจริตนิสัยอะไร เมื่อมารู้มาเข้าใจในจริตนิสัยของตัวแล้ว ก็คัดจัดสรรหาหมวดธรรมมาปฏิบัติให้มีความต่อเนื่องกัน อีกไม่นานผลของการีปฏิบัติ ก็จะเกิดขึ้นที่ตัวเราเอง เหมือนกับคนป่วยกินยาถูกกับโรคกินไปไม่นานโรคก็จะหายไป  ไม่เหมือนคนป่วยกินยาแบบสุ่มเดา กินยาหมดไปไม่รู้ว่ากี่ตัวกี่ชนิด โรคก็ไม่หายไปได้ นี้ก็เพราะกินยาแบบสุ่มเดา นี้ฉันใดการปฏิบัติธรรมแบบสุ่มเดา จะไม่เข้าถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้เลย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2008, 05:26:20 PM โดย หมอบัญชา » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หมอบัญชา
Administrator
Jr. Member
*****
กระทู้: 86


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 05:29:53 PM »

    ๖.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า คาดคะเนไปตามเหตุผลของปรัชญาเพียงอย่างเดียว

    นี้ก็เป็นพุทธพจน์อีกอย่างหนึ่ง เราควรนำมาวินิจฉันวิเคราะห์ พิจารณาให้ดีตามหลักวิธีที่เขาคาดคะเนเอาไว้ว่า สิ่งนั้นควรเป็นอย่างนั้นสิ่งนี้ควรเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นการคาดคะเนไปตามหลักการอาจผิดถูกได้ ถ้าหากคาดการณ์เอาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง ตีความหมายเข้าข้างตัวเอง หาเหตุผลมาประกอบเพื่อเข้าข้างตัวเอง ถ้าเป็นในลักษณะนี้ ย่อมผิดไปจากธรรมาธิปไตย ก็จะกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดความเข้าใจผิดทันที
    ในยุคปัจจุบันนี้ ที่มีอุบายการปฏิบัติมีความแตกต่างกัน ก็เพราะตีความหมายในการคาดคะเน ในหลักธรรมเพื่อให้เข้ากันได้ กับความเห็นของตน ถ้าตนมีความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด การคาดคะเนก็จะผิดไปตามความเห็นของตนในทันที เพื่อให้มีความสัมพันธ์กลมกลืนไปในความหมายนั้นๆ และเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เข้ามาให้เป็นเรื่องเดียวกัน อ้างอิงเอาธรรมหมวดนั้นหมวดนี้บ้าง คาดคะเนเอาบ้าง ตีความหมายให้เข้ากันกับที่ตัวเองคาดคะเนเอาไว้ เหมือนบางศาสนา  เขาก็มีอุบายวิธีตีความหมายในทางพระพุทธศาสนาแล้วเอามาประยุกต์ ใช้ให้เข้ากันกับศาสนาของเขาอย่างกลมกลืนกัน ตีความหมายโยงใยให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้ผู้อ่านที่มีสติปัญญาน้อย เกิดความเห็นคล้อยตามและเชื่อว่า ศาสนานั้นๆ มีหลักคำสอนเหมือนกันกับพระพุทธศาสนา เขาหารู้ไม่ว่า หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้องแม้จริงนั้นเป็นอย่างไร
   
    ฉะนั้นการคาดคะเนและตีความหมาย ไปตามเหตุผลนั้น ยังเป็นดาบสองคม แม้แต่ชาวพุทธด้วยกันเอง  ก็ยังตีความหมายในหมวดธรรมนั้นๆ มีความแตกต่างกันไป เช่น คำว่า พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ก็มีการตีความที่แตกต่างกันไป มีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเรามีสติปัญญารอบรู้ตามความเป็นจริง จะรู้ได้ทันที เพราะมีชาวพุทธเราเข้าใจในความหมายการคาดคะเน ตีความกันไปตามความเข้าใจของแต่ละคน และไม่มีใครในยุคนี้สมัยนี้คัดค้านกันได้เลย และมีประโยคหนึ่ง ที่ตีความที่แตกต่างกันนั่นคือคำว่า “วิปัสสนา” นี้เป็นประโยคหนึ่ง ที่ชาวพุทธเราตีความหมายแตกต่างกันไป จึงทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสับสน เราเป็นชาวพุทธคนหนึ่งต้องพิจารณาให้ดี และกก็มีหลายประโยคที่ชาวพุทธ ตีความที่แตกต่างกัน เราจะเชื่อถือเอาอุบายแนวทางใดเป็นหลักยืนตัว ขอให้เราตั้งสติให้ดี มีเหตุผลให้เป็นธรรมาธิปไตย เอาความเป็นจริงในธรรมเป็นเครื่องตัดสินใจ

    ฉะนั้น  การคาดคะเนเอาตามความเห็นของตัวเองมิใช่ว่าจะมีความถูกต้องไปเสียหมด ถึงจะมีเหตุผลมารองรับอยู่ก็ตาม ถ้าเหตุผลนั้นไม่เป็นธรรมก็จะเกิดความผิดพลาด จากหลักความจริงไปได้ เพราะความเข้าใจในทุกเรื่องจะมีหลักอนิจจัง ฝังอยู่ในตัวของมันเอง ตลอดไป ใครจะมีความเข้าใจอย่างไรถือว่าเป็นเรื่องของปุถุชน เหตุผลของปุถุชนกับเหตุผลของอริยชน จะเป็นผลออกมาแตกต่างกันอยู่แล้ว และในยุคสมัยนี้ เราจะมีความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า ใครเป็นปุถุชนหรือริยชน จะมีเหตุผลอะไรมาเป็นตัววัด ดังข้าพเจ้าจะได้อธิบายเปรียบเทียบเอาไว้ เรื่องดูพระอริยเจ้านั้นดูยาก เพราะพระอริยเจ้าละนิสัยเดิมของตัวเองไม่ได้ นิสัยเดิมเป็นอย่างไร เป็นพระอริยเจ้าแล้วก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น จึงเปรียบเทียบได้ดังนี้
                                                                                                    ๑. น้ำลึก      ๒. น้ำลึก เงาตื่น
                                                                                                    ๓. น้ำตื้น เงาลึก       ๔. น้ำตื้น เงาตื้น

    ข้อ ๑.   คำว่า น้ำลึก หมายถึง จิตที่ได้บรรลุถึงแล้วซึ่งคุณธรรม เงาลึก หมายถึง เป็นผู้มีกิริยา มารยาทในการแสดงออกมาทางกายและวาจา มีความสำรวมดีหาที่ตำหนิไม่ได้เลย

    ข้อ ๒.  คำว่า น้ำลึก ก็หมายถึง จิตที่มีคุณธรรมที่เรียกว่า จิตเป็นพระอริยเจ้าแล้ว เงาตื้น หมายถึงกิริยาแสดงออกมาทางกายและวาจา ไม่มีความสำรวมเลย การทำการพูดก็เหมือนกับสามัญชนทั่วไปนิสัยไม่สมกับคำว่า สมณะ แต่อย่างใด ทั้งที่ใจได้บรรลุธรรมเป็นสามัญชนทั่วไปนิสัยไม่สมกับคำว่า สมณะ แต่อย่างใด ทั้งที่ใจได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าแล้ว จึงเรียกว่า น้ำลึก เงาตื้น

   ข้อ ๓.   คำว่า น้ำตื้น หมายถึงจิตที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมที่เป็นอริยเจ้า คำว่า เงาลึก หมายถึง นิสัย กิริยา มารยาทสำรวมดี  การยืน เดิน นั่ง นอน หรือการพูกมาทางวาจาก็เป็น กัปปิยะวาจา เป็นคำพูดที่สำรวม ประชาชนได้รับฟังคำพูดแต่ละประโยค ทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา

  ข้อ ๔.  คำว่า น้ำตื้น ก็หมายถึงใจยังไม่ได้บรรลุในคุณธรรม เงาตื้น หมายถึงกิริยามารยาทขาดการสำรวมอยากจะทำอะไรก็ทำไปตามใจชอบ ทั้งที่เป็นเรื่องนั้นไม่เหมาะสม ไม่เป็นกิจที่สมณะจะต้องทำ การพูดก็ไม่มีความสำรวม อยากจะพูดในเรื่องอะไร ก็ไม่คิดว่าคนอื่นจะเสียใจ พูดคำไม่สุภาพ หยาบคาย จะพูดดุด่าว่าใคร  ก็ไม่คิดว่าคนอื่นจะเกิดความเสียหาย

   ถ้าหากเอากลุ่มน้ำลึก เงาลึก และเอากลุ่มน้ำตื้น เงาลึก มาอยู่ร่วมกัน ทั้งสองกลุ่มนี้ จะมีกิริยามารยาทที่สำรวมเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด ถ้าในลักษณะนี้ เราจะไม่รู้เลย กลุ่มไหนเป็นพระอริยเจ้าองค์จริงหรือองค์ปลอม ถ้าเอากลุ่มน้ำลึก เงาตื้น และเอากลุ่มน้ำตื้นเงาตื้น มาอยู่รวมกัน การแสดงออกด้วยกิริยา มารยาท ทางกายและวาจาจะไม่มีความสำรวมแต่อย่างใด ถ้าในลักษณะนี้ เราก็จะไม่รู้เลยว่า กลุ่มไหนเป็นพระอริยเจ้าองค์จริงหรือองค์ปลอม เช่นกัน ฉะนั้นการดูพระอริยเจ้าจะไม่รู้เลยว่า กลุ่มไหนเป็นพระอริยเจ้าองค์จริงหรืององค์ปลอมเช่นกัน ฉะนั้นการดูพระอริยเจ้าจะไม่รู้เลยว่า พระองค์ใด้ที่ได้บรรลุในคุณธรรมแล้ว และองค์ใดที่ยังไม่ได้บรรลุในคุณธรรม จึงดูได้ยาก รู้ได้ยากเพราะผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ไม่ได้ประกาศตัวว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้าแล้ว เราจึงไม่รู้ ส่วนมากจะพากันคาดคะเนเอาเอง ถ้าครูอาจารย์ที่เรามีความเคารพกราบไหว้ มักจะได้รับคำพยากรณ์จากลูกศิษย์ว่า อาจารย์ของเราได้เป็นพระอริยเจ้าแล้ว ถ้าองค์ที่เราไม่เารพเชื่อถือ ถึงท่านจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ก็จะไม่อยู่ในสายตา มิหนำซ้ำยังมีความปรามาสต่อท่านไปด้วย เหตุนั้นการคาดคะเนไปตามเหตุการณ์ จะเชื่อว่าเป็นของจริงไปเสียทั้งหมดไม่ได้ ในยุคบั้นปลายพระพุทธศาสนานี้ จะต้องมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นแน่นอน จะเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้แล้วทุกประการ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2008, 05:51:58 PM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 05:54:01 PM »

    ๗.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ตรึกตามอาการ

    คำว่า ตรึก ในความหมายง่ายๆ ก็คือนึกขึ้นได้นั้นเอง คำว่า ตรอง ก็หมายความว่า คิดพิจารณาไปตามอาการ ฉะนั้นการตรึกหรือนึกขึ้นได้ในสิ่งใดเรื่องใด ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่า การตรึกได้อย่างนั้นจะมีความถูกต้องไปเสียหมด ตรึกถูกก็เป็นได้ หรือตรึกผิดก็เป็นไปได้เช่นกัน ฉะนั้นการตรึกนี้มีเหตุผลให้เกิดขึ้นในส่วนลึกของใจ เรียกว่า ตรึกไปตามความเห็น ถ้าความเห็นเป็นมิจฉาชีพก็จะมีการตรึกผิด ถ้าความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะมีการตรึกถูก คำว่า ตรึก ในอีกความหมายหนึ่ง เรียกว่า ระลึกได้ ก็หมายถึง สติ ก็คือระลึกได้นั่นเอง ความระลึกได้ของสติก็มีเหตุให่ระลึกได้สองอย่าง คือ สมัมาสติ ความระลึกได้ถูกต้องชอบธรรม มิจฉาทิฏฐิ จะมีความระลึกได้ไปทางทุจริต เป็นมิจฉาหาความถูกต้องชอบธรรมไม่ได้เลย ฉะนั้นการตรึกจึงเป็นไปได้ในทางโลกและทางธรรม หรือการตรึกตรองของคนพาลสันดานชั่ว ก็ตรึกในรูปแบบหนึ่ง การตรึกชองผู้เป็นนักปราชญ์บัณฑิต ก็มีการตรึกไปในอีกรูปแบบหนึ่ง ทุกคนจะมีการตรึกด้วยกัน จะมีการตรึกผิดหรือถูกเราต้องใช้วิธีการตรองนั้นคือ นำการตรึกมาพิจารณาด้วยปัญญา ให้รู้เห็นในเหตุผลที่เป็นจริง ก็จะเกิดความเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ตรึกอย่างไรเชื่อถือได้ ตรึกอย่างไรเชื่อถือไม่ได้ เราต้องใช้ปัญญาพิจารณาจนเรื่องนั้น เกิดความแยบคายและหายความสงสัย
    ตรึกอีกรูปแบบหนึ่งคือ ระลึกรู้ไปตามอารมณ์ของจิต อารมณ์ของจิตยังตกอยู่ในสังขารที่เรียกว่าสังขารจิต สังขารจิตนี้เองก็จะไปตรึก ในสมมตินั้นบ้างและตรึกในสมมตินี้บ้าง แล้วก็ขยายสมมติออกไปที่เรียกว่าปรุงแต่ง จึงเป็นสังขารการปรุงแต่งไปตามสมมติทั้งหลาย แล้วขยายวงกว้างออกไปโดยไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ และเข้าสู่วงจรของภพทั้งสาม อันมีกิเลสตัณหาพาให้เป็นไป ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ อีกประการหนึ่งการตรึกนี้ย่อมเกิดกับผู้ที่ชอบทำสมาธิความสงบอยู่บ่อยๆ สงบอยู่นานๆ อย่างต่อเนื่อง จนจิตได้เกิดความวางเฉย หรือเรียกว่าจิตว่าง ไม่มีอารมณ์แห่งความรัก ความชัง หรือว่างจากตัณหาราคะ ถ้าเป็นในลักษณะนี้อาจตรึกไปว่า นี้เป็นภูมิธรรมของพระโสดาบัณบ้าง เป็นภูมิธรรมของพระสกิทาคามีบ้างเป็นภูมิธรรมของพระอนาคามีบ้าง เป็นทุกติยฌาณ เป็นตติยฌาณบ้าง เป็นจตุตถฌานบ้าง หรือรูปฌาณบ้าง อรูปฌาณบ้าง
    ฉะนั้น การตรึกตรองอย่างนี้จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือความตรึกผิด ความเห็นผิด เข้าใจผิด จะกลายเป็นผู้สำคัญในตัวเองผิดไปโดยไม่รู้ตัว พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ตรึกตามอาการในลักษณะอย่างนี้ ถ้าผู้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญารอบรู้ในเหตุและผล และมีความรอบรู้ในหลักสัจธรรมตามความเป็นจริง สิ่งที่ตรึกผิดดังที่ได้อธิบายมา จะไม่เกิดการตรึกผิดแต่อย่างใด เพราะความเข้าใจในสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ชอบธรรม ถ้ามีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม เป็นหลักยืนตัวที่มั่นคงแล้ว ธรรมที่เป็นสัมมาในหมวดอื่นๆ ก็จะดึงดูดเข้ามาหาความเห็นชอบนี้ ทั้งหมดเป็นอุบายการปฏิบัติธรรมที่เป็นไปในความเจริญ เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติ เข้าทางแห่งองค์มรรคได้แล้ว ไม่มีทางแยกอื่น ที่จะทำให้เกิดความหลงผิดแต่อย่างใด ใจก็ไหลทวนกระแสของกิเลสตัณหาน้อยใหญ่ และเป็นไปในมรรคผลนิพพานในเวลาอันใกล้นี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2008, 05:57:11 PM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 06:03:16 PM »



     ๘.  อย่าได้เชื่อเพียงว่า ชอบใจที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของเรา 

  พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างนี้ ต้องมีสติปัญญาตีความหมายให้ชัดเจน เพราะตามปกติเราก็มีทิฏฐิ คือความเห็นอยู่ในใจเราอยู่แล้ว ให้เราได้มาศึกษาทิฏฐิความเห็นของตัวเองว่า เห็ฯผิดหรือถูก เพราะตามปกติแล้ว  คนเราจะมีความเห็นผิดเป็นเจ้าเรือนอยู่แล้ว หากมีคนอื่นที่มีความเห็นผิดเหมือนกันกับเรา เรียกว่าเห็นผิดไปในทิศทางเดียวกับเรา เมือ่ได้เข้าไปสนทนาซึ่งกันและกันในเรื่องใดก็ตาม ความเห็นนั้นจะเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน การทำก็มีความคิดเห็นตรงกัน การพูดก็มีความเห็นตรงกัน ความเห็น ความเห็นในทุกเรื่องก็มีความเข้าใจที่เหมือนกัน ความผูกพันในหลักความเชื่อใจไว้ใจกัน เพราะตรงกับความเห็นของเรา สมมติว่ามีครูบาอาจารยืองค์นั้นท่านสอนสมาธิมาดี มีการสอนอยู่เสมอว่า ทำสมาธิไปเถอะ เมื่อจิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ก็จะไปละกิเลสตัวนั้นและละตัณหาตัวนี้ เมื่อเราได้รับการสอนมาอย่างนี้ และเราก็มีความเห็นเป็นอย่างนี้แล้ว ฉะนั้นการที่ได้ฟังครูบาอาจารย์อธิบายใรการทำสมาธิว่า เมื่อจิตสงบแล้วปัญญาจะเกิด ทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาว่าทิฏฐิความเห็นของอาจารย์ ก็ตรงกันกับความเห็นของเรา และเข้ากันได้อย่างสนิทแนบแน่น มีความเชื่อมั่นเคารพ นับถือ ในครูอาจารย์องค์นั้นอย่างฝังใจ สายทางปฏิบัติก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเกิดความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ ใครจะมาพูดว่าทิฏฐิความเห็นอย่างนี้ผิดก็จะมีการต่อต้านเอาชีวิตเข้าประกันว่าถูกต้องแล้ว ถ้าทิฏฐิความเห็นนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดก็จะมาเข้าใจว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรมตลอดไป
   
    ในลักษณะการอบรมสั่งสอนในวิธีนี้จะมีสำนักน้อยใหญ่สอนกันในวิธีอย่างนี้ มีอยู่ถึง ๙๙.๙๙% ไม่ว่าจะในแระเทศไทยหรือต่างประเทศต่างพากันสอนวิธีทำสมาธิ ให้จิตมีความสงบแล้ว จะมีปัญญาเกิดขึ้น ตามความเข้าใจของผู้สอน การทำสมาธิให้จิตมีความสงบนั้นย่อมทำได้ เมื่อจิตมีความสงบแล้วปัญญาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขอให้ท่านสังเกตดูตัวเองบ้างว่า ปัญญาเราได้เกิดขึ้นหรือยัง ถ้าท่านได้ศึกษาในประวัติของพระอริยเจ้า ในยุคสมัยครั้งพุทธกาลท่านจะเข้าใจได้ทันทีว่า ในบั้นปลายพระพุทธศาสนา จะเกิดปัญหาในทิฏฐิความเห็น เป็นดังที่ได้อธิบายมานี้พระพุทธองค์จึงตรัสเรื่องนี้เอาไว้ เพื่อให้กุลบุตรลูกหลานที่เกิดมา ในบั้นปลายพระพุทธศาสนา ได้คิดพิจารณาในเหตุผลดูบ้าง ในบางท่านอาจจะมีสติปัญญาและเหตุผล ก็จะมีอุบายวิธีที่เปลี่ยนทิฏฐิในความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด ให้เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิมีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรมได้ และจะเปลี่ยนนิสัยในทางความเชื่อในทางที่ผิด ให้เกิดเป็นความเชื่อในทางที่ถูกได้ ในยุคนี้ถือว่าเรามีความโชคดี ที่มีพระพุทธศาสนา เป็นสรณะที่พึ่งทางใจ ในคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกหมวดหมู่  และทุกขั้นตอนล้วนแต่เป็นคำสอนที่เป็นจริง มีบทอ้างอิงพร้อมด้วยเหตุผลที่เชื่อถือได้ สิ่งใดผิดพระองค์ก็ตรัสไว้ว่าสิ่งนั้นผิด สิ่งใดถูกพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสไว้ว่าสิ่งนั้นถูก จะเป็นฝ่ายโลกียธรรมหรือฝ่ายโลกุตรธรรม ทุกคำสอนของพระพุทธเจ้าล้วนเป็นของจริงทั้งสิ้น ข้อสำคัญจะเป็นที่พวกเรา เอาคำสอนของพระพุทธเจ้า นำมาตีความหมายผิดไปเองโดยไม่รู้ตัว ทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดความมัวหมอง และไม่ถูกต้องตามหลักเดิมที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้
   
    พระพุทธเจ้าทรงมีพระญาณรู้แล้วว่า เมื่อบั้นปลายพระพุทธศาสนา จะมีผู้ตีความในคำสอนของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไป คำสอนของพระองค์จะแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าแล้วเอาคำสอนหมวดนั้นไปศึกษา เมื่อหนังสือมีหลายหมวดก็ยิ่งแตกต่างกันออกไปหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีความเห็นตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง เมื่อศึกษาในหมวดธรรมต่างๆ ก็จะเกิดทิฏฐิ มีความเห็นไม่ตรงกันจำเป็นต้องจับกับเป็นกลุ่มเป็นสาย ถ้ากลุ่มนั้นสายนั้นมีความเข้าใจในธรรมเหมือนกัน การปฏิบัติก็ไปในทิศทางเดียวกันร่วมกันได้ ชาวพุทธที่มีอยู่ในโลกนี้หลายประเทศ แต่ละประเทศ แยกกันออกมีหลายนิกาย เฉพาะประเทศไทยเป็นอย่างไรก็รู้กันอยู่แล้ว และแยกออกเป็นหลุ่มย่อยที่เรียกว่า สายนั้นสายนี้มีจำนวนมากเลยทีเดียว ใครชอบใจในทิฏฐิ ความเห็นสายใดก็เข้าไปปฏิบัติตามสายนั้น ในบางกลุ่มบางสายก็ใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงว่ากลุ่มเราสายเรา มีการภาวนาปฏิบัติถูกต้องเพียงสายเดียว กล่าวคำชั่วร้ายถากถางไปว่า กลุ่มอื่นสายตาอื่นปฏิบัติผิด หรือโฆษณาประกาศให้คนในกลุ่มอื่นสายอื่น มีความเชื่อถือแล้วคล้อยตาม ทางการเมืองเขาพูดกันว่าดูด ส.ส.กัน ทางชางพุทธจะว่าดูดศรัทธา ในลักษณะนี้จะว่ามีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ หลายคนพอจะเข้าใจในเรื่องอย่างนี้ ในยุคสมัยนี้เป็นอย่างนี้อีกร้อยกว่าปีขึ้นไป ชาวพุทธจะแยกเป็นกลุ่มเป็นสาย เพิ่มขึ้นอีกไม่รู้ว่าจะมีมากน้อยเท่าไร ใครชอบใจทิฏฐิ ความเห็นในกลุ่มใดสายใด ก็ต้องไปเกาะกลุ่มรวมกันอยู่สายนั้น
   
    นักปราชญ์ท่านมีการเปรียบเอาไว้ว่า เรื่องของตาบอดคลำช้าง ใครคลำถูกจุดไหน ก็จะพูดว่าช้างเป็นตัวอย่างนั้นไป ความเข้าใจในทิฏฐิคือความเห็นไม่ตรงกัน จึงมีความขัดแย้งกันในความเห็น ใครก็ว่าตัวถูก หาอุบายวิธีเพื่อที่จะโน้มน้าวให้อีกฝ่ายหนึ่งมาเชื่อในความเห็นของตัวเอง เมื่อตกลงกันไม่ได้ ก็ไปถกเถียงกันอยู่ใต้ร่มมะกอกที่มีผลสุกงอม ขณะนั้นมีมะกอกลูกหนึ่งได้หล่นลงมาถูกหัวคนตาบอดคนหนึ่ง อะไรเกิดขึ้นให้เราคิดดูก็แล้วกัน ถึงจะมีคนตาดีที่รู้จักช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร จะไปทำความเข้าใจอธิบายเรื่องช้างให้ฟัง คนตาบอดเหล่านั้นจะเชื่อตามคนตาดีหรือไม่ จึงยากมากที่จะให้กลุ่มคนตาบอดนั้นกลับใจได้ นี้ฉันได้ ชาวพุทธทั้งหลาย ในุยคนี้สมัยนี้ ให้เราได้พิจารณาดูในเหตุการณ์อย่างนี้ก็แล้วกัน
   
    ฉะนั้นชาวพุทธทั้งหลาย จงมาศึกษากันในคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจให้เป็นไปในธรรมาธิปไตยเอาความจริงในสัจธรรมเป็นหลัก ใช้เหตุผลมาเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาดยอมรับในความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ ในคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีความชัดเจนอยู่แล้ว พระองค์ตรัสว่าสิ่งนั้นผิดก็ต้องผิด พระองค์ตรัสว่าถูกต้องก็ต้องถูก ถ้าเราเอาอัตตาธิปไตยเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมในคำสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อไร ความเห็นของเราก็จะมีการเปลี่ยนไปในทันที จะตีความหมายในคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เข้ากันกับความเห็นของตัวเองไปนี้คือจุดเสื่อมของพระพุทธศาสนา อนาคตต่อไปภายภาคหน้า กุลบุตรลูกหลานที่เกิดมาในสุดท้ายภายหลังได้อ่านหนังสืออย่างนี้ ก็จะมีความเห็นผิดเข้าใจผิดติดต่อกันไป ไม่มีผลดีกับคนในยุคนั้นเลย ฉะนั้นขอให้ชาวพุทธในยุคนี้ ได้วางพื้นฐานในคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อรองรับลูกหลานที่จะเกิดมาในวันข้างหน้าให้เขาได้รับความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อรองรับลูกหลานที่จะเกิดมาในวันข้างหน้าให้เขาได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ในคำสอนของพระพุทธเจ้าต่อไป จนถึงยุคกาลสมัยที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่าหลังจากพระพุทธองคืได้อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ต่อไปอีก ๕,๐๐๐ ปี พระพุทธศาสนาจะสูญสิ้นจากโลกนี้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 06:06:49 PM »



    ๙.  อย่าได้เชื่อเพียงว่า ผู้พูดเป็นที่น่าเชื่อถือได้

    นี่ก็เป็นอุบายหนึ่งที่เราควรนำมาฝึกตัวเอง เพื่อเป็นการฝึกฝนนิสัยไม่เชื่ออะไรเร็วเกินไป ถึงผู้พูดจะเป็นที่น่าเชือ่ถือได้ก็ตาม เรื่องที่คนอื่นพูดนั้น เราอย่าเพิ่งน้อมใจเชื่อไปเสียหมด ให้เอาเรื่องที่ได้ฟังนั้นมาพิจารณาให้เข้าใจในเหตุผลก่อนว่า เรื่องที่ได้ฟังมามีเหตุผลพอเชื่อถือได้หรือไม่ ให้ใช้สติปัญญามาวิจัยวิเคราะห์ ตีความหมายในเรื่องที่ได้ยินมาให้เข้าใจ ให้เป็นไปในหลักธรรมที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ผ่านการพิจารณาด้วยปัญญา รอบรู้ตามความเป็นจริง ในสิ่งนั้นเรื่องนั้นจนเกิดความแยบคาย ว่าเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้ แล้วจึงตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในภายหลัง ถ้าเชื่อเร็วเกินไปจะทำให้ได้รับความโง่เขลางมงายตามมาโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าเชื่ออะไรแบบมั่วๆ โดยขาดเหตุผลและหลักฐาน จะเป็นศรัทธาวิปยุต เชื่ออะไรจะขาดสติปัญญา จะนำพาตัวเองเกิดความงมงายไร้เหตุผล เรียกว่าเป็นคนหูเบาใจเบา เอาความเชื่อตัวเองไปฝากไว้กับความเห็นของคนอื่น ผลที่ได้รับก็คือความผิดหวัง ความเสียใจที่ตัวเองได้ตักสินเชื่อไปในทางที่ผิดแล้ว
   
    ฉะนั้น เราอย่าเป็นนิสัยเชื่อแต่คนอื่นเพียงฝ่ายเดียว เราต้องฝึกสติปัญญาหาวิชาความความรู้ มาเป็นองค์ประกอบมาเป็นเหตุผลของตัวเองให้มาเอาไว้จะได้ซื้อว่าเป็นที่พึ่งตัวเองได้ จะได้ไม่ถูกหลอกต้มตุ๋นจากคนอื่นต่อไป ดังจะได้ยกเอาประวัติของบุคคลที่เชื่อง่ายมาเป็นอุทาหรณ์สอนตัวเองดังนี้ ในสมัยครั้งพุทธกาลมีภิกษุกลุ่มหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า มีความต้องการฟังธรรม เพื่อจะนำภาวนาปฏิบัติในสถานที่ต่างๆ พากันฟังด้วยความตั้งใจ เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้จดจำเอาหมวดธรรมนั้นๆ ใส่ใจเอาไว้เป็นอย่างดี แล้วกราบลาพระพุทธเจ้าเพื่ออกธุดงค์วิเวก หาสถานที่ภาวนาปฏิบัติต่อไป ในขณะที่เดินทางอยู่นั้น บังเอิญได้ไปพบพระสารีบุตร ทั้งสองฝ่ายก็ได้สนทนาธรรมซึ่งกันและกัน กลุ่มที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ามาก็ได้เล่าหมวดธรรมที่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าให้แก่พระสารีบุตรฟัง แล้วถามพระสารีบุตรว่า ธรรมที่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าสอนมาอย่างนี้ๆ พระสารีบุตรเชื่อหรือไม่ ท่านพระสารีบุตรก็ตอบทันทีว่า ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อพระเหล่านั้นเมื่อได้ฟังพระสารีบุตรตอบว่าไม่เชื่อเท่านั้น ก็เกิดความโกรธภายในใจ พระเหล่านั้นจึงได้นำเรื่องนี้กลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้า  แล้วเล่าเหตุการณ์ที่ได้ไปสนทนาธรรม กับพระสารีบุตรในหมวดธรรมต่างๆ แต่พระสารีบุตรไม่เชื่อ
   
    เมื่อพระพุทธเจ้าได้รับฟังอย่างนี้ พระองค์ก็ให้พระเหล่านั้น ไปนิมนต์พระสารีบุตรเข้าฝันทันที พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามพระสารีบุตรว่า ธรรมที่เราตถาคตได้อธิบายให้พระเหล่านี้ได้รับฟัง ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมที่เป็นของจริงทั้งนั้น ที่ว่าพระสารีบุตรไม่เชื่อนั้นจริงหรือไม่ พระสารีบุตรได้กราบทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า จริงพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าถามต่อไปว่า ทำไมจึงไม่เชื่อในธรรมของเราตถาคตเล่า พระสารีบุตรได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ธรรมหวมดนั้นๆ ข้าพระองค์ยังไม่ได้พิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริงก่อน ข้าพระองค์จึงตอบพระเหล่านี้ว่า ยังไม่เชื่อในธรรมหมวดนั้นพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า นี้ภิกษุทั้งหลาย พระสารีบุตร เป็นนักปราชญ์ผู้ฉลาดในธรรม ไม่เชื่ออะไรง่ายดายเหมือนพวกเธอ พวกเธอทั้งหลายควรเอาแบบอย่างพระสารีบุตรผู้เป้นปราชญ์นี้ ตราบใดที่ยังไม่รู้เห็นธรรมหมวดนั้นๆ ต้องเอาธรรมหมวดนั้นๆ มาพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาของตัวเองก่อนจึงตัดสินใจเชื่อในภายหลัง มิใช่ว่าได้ฟังธรรมมาอย่างไรก็ตัดสินใจเชื่อก็ตาม ถ้าเป็นนิสัยเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ได้พิจารณาให้รู้เห็น ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาของตัวเอง จะมีความโง่เขลาเป็นสมบัติของตัวเอง
   
    นี้พวกเราทั้งหลาย เมื่อได้รับฟังเรื่องนี้แล้วพวกเราทั้งหลายควรเอามาเป้นแบบอย่าง ฝึกนิสัยตัวเองให้เหมือนักบพระสารีบุตรให้ได้ ถ้าทำได้ ข้าพเจ้าขออนุโมทนาสาธุกับท่านมาในที่นี้ด้วย การอ่านหนังสือธรรม การฟังเทศน์ในรูปแบบใด ขอให้เราเอาธรรมที่ฟังมาพิจารณา วิจัย วิเคราะห์ให้ดี และมีเหตุผลเป้นองค์ประกอบในการตัดสินใจ นี้คือ นิสัยของนักปราชญ์ผู้ฉลาดธรรม ถ้าเป็นทางโลก คนที่เชื่ออะไรง่ายก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดไป ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความอยาก เช่นอยากรวยในเงินทองกองสมบัติ และขาดความยั้งคิดในทางสติปัญญา ใครพูดออกมาอย่างไรในวิธีรวยทางลัด ถ้าไม่รู้เท่าทันในเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายในวิธีรวยทางลัด ในวิธีการต้มตุ๋นหลอดหลงแล้ว เขาพูดอย่างไรก็เชื่อตามว่าต้องได้เงินก้อนมหาศาล ดังข่าวที่ออกมาทางทีวี หนังสือพิมพ์ ที่รู้กันในยุคปัจจุบัน ฉะนั้นความเชื่อง่ายจะทำให้ตัวเองได้รับความเดือนเป็นทุกข์หาความสุขไม่ได้เลย เพราะสันดานของคนเราส่วนใหญ่ จะมีนิสัยในความเชื่อง่าย ได้ฟังเรื่องอะไรจากบุคคลที่พอเชื่อถือได้ ก็ตัดสินใจเชื่อไปอย่างนั้น เชื่อแบบไม่ได้คิดพิจารณาในเหตุผลแต่อย่างใด หรือวัยคะนองของหญิงสาว ที่มีข่าวออกมาในทางที่ไม่ดี เรื่องอย่างนี้มีข่าวอยู่ทุกประเทศทั่วโลก นี้ก็มาจากความเชื่อเป็นต้นเหตุ นี่เป็นเพียงให้ข้อคิดสะกิดใจ เพื่อให้ทุกคนได้ตั้งสติ ฝึกใจให้มีปัญญารอบรู้ ในเรื่องที่จะทำให้ตัวเองเกิดความเสียหาย ถึงเราจะได้รับฟังมาในเรื่องอะไร หรือคิดว่าเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือได้ก็ตาม เราต้องตั้งหลักให้ดีมีความรู้รอบตัวเอาไว้ เมื่อได้รับฟังในเรื่องใด เราจะได้พึ่งความรู้ความสามารถของตัวเองได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
นกน้อย
Administrator
Full Member
*****
กระทู้: 118


« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2008, 06:13:53 PM »


    ๑๐.  อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า สมณะนั้นเคยเป็นครูของเรา

    คำว่าสมณะนั้น หมายถึงพระ หรือแปลอีกประโยคหนึ่งว่า หมายถึงผู้สอน เคยเป็ยครูของเรามา หมายถึง ท่านนั้นเคยเป็นครูอาจารย์ของเราหมายถึง เคยสั่งสอนอบรมเรามา ได้ช่วยเหลือสงเคราะห์เรามา เคยเป็นสรณะที่พึ่งในตัวเอาตลอดมา คำว่าอย่าได้เชื่อ หมายถึงสมณะนั้นจะอบรมสั่งสอนในวิธีภาวนาปฏิบัติให้เราได้เข้าถึงซึ่งมรรคผลในนิพพานหรือไม่ สมณะนั้นท่านมีความรู้ความฉลาดรอบรู้ในธรรมที่ถูกต้องเพียงใดความรู้กสึกความเข้าใจสมณนั้น จะมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ  มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดไปจากเส้นทางแห่งมรรคผลนิพพาน เมื่อเรายังไม่เข้าใจในความเห็นของท่านและความรู้ความสามารถของท่านอย่างถูกต้อง เราก็อย่าเพิ่งตัดสินใจว่า ท่านจะแนะนำอบรมสั่งสอนให้เราได้รับความถูกต้องได้ ถึงท่านจะเป็นสมณะ เป็นนักบวชก็ตาม ความรู้เห็นของท่านในทางปฏิบัติธรรมอาจผิดพลาดได้ เมื่อได้ฟังธรรมจากท่านแล้ว เราควรจะนำเอาหมวดธรรมนั้น มาพิจารณาก่อนว่า เรื่องที่ท่านพูดนั้นมีเหตุผล พอเชื่อถือได้เพียงใด มิใช่ว่าเคยเป็นครูของเรามา แล้วก็จะเชื่อท่านไปเสียหมด ฉะนั้นเราต้องฝึกตัวเรา ให้มีนิสัยอย่าเชื่ออะไรง่ายเกินไป ไม่เช่นนั้นเราจะผิดหวังในภายหลัง ดังที่มีข่าวใหญ่ได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ลูกศิษย์ผิดหวังมาแล้ว ก็เพราะถือว่า ท่านเคยเป็นครูบาอาจารย์เรามานั่นเอง
   
    ถึงเท่านจะมีบุญคุณต่อเรา เคยสงเคราะห์ช่วยเหลือตัวเรามาก็ต้องแยกออกจากกันเป็นคนละส่วน เราต้องมีนิสัยกตัญญูกตเวที นึกถึงบุญคุณท่านในส่วนนี้ อะไรที่จะตอบแทนบุญคุณท่านได้ เราก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ของเรา อย่าประมาทในตัวท่าน และให้ความเคารพในตัวท่านอยู่เสมอ อันความถูกต้องในทางธรรมปฏบัติก้เป้นอีกส่วนหนึ่ง อย่าเอาบุญคุณ และความถูกต้องในธรรมปฏิบัติไปรวมกัน จะทำให้เกิดความสับสน คำว่าศรัทธา หมายถึง ความเชื่อ พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้แล้วว่า ให้เชื่อในสิ่งควรเชื่อ สิ่งใดควรเชื่อถือได้ สิ่งใดเชื่อถือไม่ได้ เราต้องรู้วิธีเลือกเฟ้นในความเชื่อ ให้ถูกต้องตามหลักควาเมป็ฯจริง มีเหตุที่เป็นธรรมาธิปไตย รองรับในความเชื่อนั้นๆ ฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นดาบสองคม เป็นได้ทั้งคุณและโทษ มีประโยชน์และเสียประโยชน์  พุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ ก็เพราะพระองค์มีพระญาณหยั่งรู้แล้วว่า เมื่อถึงยุคบั้นปลายพระพุทธศาสนา  จะมีศรทธาบางคนบางกลุ่มมีความเชื่อต่อพระบางองค์ที่เรียกว่า เชื่อแบบผูกขาดไม่ยอมเชื่อต่อพระองค์ไหนอีกเลย ไม่เชื่อถือในพระธรรมจากพระองค์อื่น หรือไม่ฟังเทปธรรมะของพระองค์อื่นๆ แต่อย่างใด จะมีความเชื่อฝังใจอยู่กับพระองค์เดียวเท่านั้นหรือเชื่อว่าอาจารย์ของเราเป็นพระอรหันต์องค์อื่นเป็นพระอรหันต์ไม่ได้เลย ถ้าหากแต่ละกลุ่มมีความเชื่อในครูอาจารย์ของตัวเองอย่างนี้ จะเกิดความแตกแยกของหมู่ชาวพุทธด้วยกัน แต่ละกลุ่มก็จะยกเหตุผลในความดี ความเด่นของอาจารย์ตัวเองเพื่อชูโรง เพื่อเชิญชวนคนอื่นเป็นสมาชิกเพิ่มให้มากเอาไว้ มีอะไรเกิดขึ้นจะได้ใช้พลัง ในการต่อรองว่ากลุ่มนี้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์นี้ กลุ่มนั้นเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์องค์นั้น เมื่อเป็นไปในลักษณะนี้เกิดขึ้น พระพุทธศานสนาจะมีความบอบช้ำเพียงใด ขอให้ทุกคนศึกษาเรื่องนี้ให้ดี
   
    อีกจุดหนึ่งให้เรามองมุมกลับดูบ้างว่า สมณะนั้นจะเชื่อถือ และผูกขาดต่อลูกศิษย์ได้หรือไม่ เป็นไปได้เพราะเป็นปุถุชน ต้องหวังผลประโยชน์จากลูกศิษย์อยู่แล้ว มีพระบางองค์ได้ผูกขาดกับลูกศิษย์บางกลุ่ม ได้สัญญาต่อลูกศิษย์ว่า ถ้าเข้ามาเป็นลูกศิษย์แล้ว ห้ามไปเป็นลุกศิษย์พระองค์อื่นอีก ถ้าขืนไปจะต้องขาดจากกันไม่ถือว่าเป็นลูกศิษย์กันอีกต่อไป ในเหตุนี้มีช่องทางให้เกิดขึ้นได้ ที่เรียกว่า ศิษยามัจฉริยะ หมายถึงพระหวงลูกศิษย์ หรือพระหวงตระกูล ถ้าได้ตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยอุปัฏฐาก ให้ความสะดวกสบายในปัจจัยสี่ที่สมบูรณ์ หากพระองค์อื่นไปทำความรู้จักคุ้นเคยกับตระกูลของเราแล้ว จะมีปฏิกิริยา โต็ตอบขัดขวาง กีดกัน ทุกวิถีทาง เรื่องอย่างนี้มีมาแล้ว ในสมัยครั้งพุทธกาล จึงมีคำบาลีว่า  มจฺฉริยตกูล ที่แปลว่า มีความตระหนี่ในตระกูล หรือมีบาลีอีกว่า อาวาสมจฺฉริย แปลว่า พระผู้หวงอาวาส (หวงวัด) ความหวงความตระหนี่ ที่เป็นเรื่องของพระมีมากมายหรือลูกศิษย์ก็มีความหวงในครูอาจารย์ก็มีมากเช่นกัน
   
    ฉะนั้นพวกเราเป็นชาวพุทธ ควรทำตัวในทางที่ดีอวดศาสนาอื่นเขาบ้าง เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีเหตุผลรองรับในความถูกต้อง คนที่เคยนับถือศาสนาอื่นมาแล้ว เมื่อได้เข้ามาศึกษาหลักพระพุทธศาสนาเขายอมรับว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเหตุผลที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดในโลก ขณะนี้ต่างคนต่างศาสนาพากันเข้ามานับถือพระพุทธศาสนากันมากขึ้น แต่ไม่ได้เปิดเผยเป็นทางการเท่านั้น ผู้ที่เข้ามาล้วนแล้วแต่เป็นปัญญาชนมีการศึกษาดีและมีเหตุมีผลในตัวของเขาเอง ถึงเขาไม่ได้ประกาศตัวเป็นพุทธมามกะ ต่อนห้าพระสงฆ์ แต่เขาก็เป็นชาวพุทธโดยปริยาย และไม่ควรพูด ว่าประเทศอะไรบ้าง ที่เป็นชาวพุทธวิธีลึกลับอย่างนี้ แต่เขาจะปิดบังในสังคมศาสนาเดิมเอาไว้ แต่ใจของเขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นชาวพุทธเต็มตัว
   
    ที่พวกเราเป็นชาวพุทธนั้น ก็เป็นความจริงตามที่เราพูด แต่เป็นชาวพุทธกี่เปอร์เซ็นต์ ให้เรามาประเมินดูตัวเราเองก็แล้วกัน เหตุนั้นข้าพเจ้าจึงได้เรียบเรียง เรื่องกาลามสูตรขึ้นมา มิใช่ว่าเป็นเรื่องใหม่กาลามสูตรนี้เป้ฯพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว จึงขยายข้อความนั้นยาวออกไป เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น ขอให้ท่านอ่านไปพิจารณาไปในเหตุผลว่า เราจะประพฤติตนอย่างไรจะไม่ทำให้ตนเอง ตกอยู่ในกลุ่มกาลามชนกลุ่ม ถ้าหากท่านยังมีความสงสัย และยังไม่เข้าใจในธรรมหมวดใด ข้าพเจ้าพร้อมที่จะให้ความกระจ่างเพิ่มเติม คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ แก่ตัวท่านอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ขอให้ท่านนำเรื่องกาลามสูตรทั้ง ๑๐ ข้อนี้มาพิจารณา ท่านจะมีวิธีการอย่างไรในภาคปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเรา มีความเชื่อแบบกาลามชน เราต้องฝึกความเห็นให็ถูกต้อง แล้วจึงเชื่อในภายหลัง ขอให้ท่านจงมีสติปัญญารอบรู้ในสัจธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว หากกุศลบารมีเราพร้อมแล้ว ขอให้ท่านจงก้าวสู่กระแสธรรมคือมรรคผลนิพพานด้วยเทอญ


        อภินิหารมี ๓ อย่าง

                    ๑.  อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้นานาประการ
          ๒.  อาเทสนาปาฏิหาริย์ รู้วิธีพูดดักใจคนอื่นได้
          ๓.  อนุสาสนีปาฏิหาริย์ มีความสามารถแสดงธรรมอย่างมีเหตุ ทำให้คนผู้รับฟังมีความเข้าใจในหลักสัจธรรมได้อย่างถูกต้อง อภินิหาร ๑-๒ นั้น พระพุทธเจ้าได้สรรเสริญ พระพุทธเจ้าได้สรรเสริญในข้อ ๓ คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้น หลวงปู่มั่นได้พยากรณ์ไว้ว่า จะมีช้างเผือกหนุ่มแสดงอภินิหารนั้นหมายถึง อนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้น ขอผู้อ่านจงเข้าใจตามนี้



   
............................จบเรื่องกาลามสูตร.......................

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2008, 06:16:52 PM โดย นกน้อย » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!